
กรมแพทย์แผนไทยฯ กาง 5 ยุทธศาสตร์ ปั้น 'พืชกระท่อม' เจาะตลาดโลก
กรมการแพทย์แผนไทยฯ กางโรดแมปเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์หลัก ปลดล็อกศักยภาพ 'พืชกระท่อม' จากสมุนไพรพื้นบ้านสู่พืชเศรษฐกิจระดับโลก หวังสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
KEY
POINTS
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ กำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อผลักดัน "พืชกระท่อมไทย" สู่การแข่งขันในตลาดโลก
- ยุทธศาสตร์ครอบคลุมการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การวิจัยทางเภสัชวิทยาและความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม ไปจนถึงการกำหนดนโยบายและกฎหมาย
- เป้าหมายหลักคือการยกระดับกระท่อมให้เป็นสมุนไพรเป้าหมาย (Herbal Champions) และพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับความปลอดภัยของสังคม
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าผลักดัน "พืชกระท่อมไทย" สู่สากลผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ครอบคลุมด้านการเกษตรและวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เภสัชวิทยาและความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนด้านนโยบาย กฎหมาย และสังคมมุ่งวิเคราะห์สถานการณ์งานวิจัย อุดช่องว่างองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับสู่การเป็นสมุนไพรเป้าหมาย (Herbal Champions) อย่างเป็นระบบ มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากลรองรับ
นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า พืชกระท่อม หรือ "Mitragyna speciosa" เป็นสมุนไพรพื้นเมืองที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน
หลังการปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดในปี 2564 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกิดการศึกษาวิจัย การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะเมื่อกระท่อมได้รับการผลักดันให้เป็นหนึ่งในสมุนไพรเป้าหมาย (Herbal Champions) ของประเทศในปี 2566
กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงจัดทำ "แผนวิจัยและพัฒนาพืชกระท่อมแห่งชาติ" เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานสากล มุ่งวิเคราะห์สถานการณ์งานวิจัย ระบุช่องว่างองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่พิสูจน์ได้ทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ยกระดับผลิตภัณฑ์กระท่อมไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลก
นายแพทย์เทวัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์งานวิจัยพืชกระท่อมในประเทศไทย พบว่า มีผลงานวิจัยรวม 331 เรื่อง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในด้านเภสัชวิทยาและความปลอดภัย ร้อยละ 32.9 และด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและการเกษตร ร้อยละ 31.1 โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานวิจัย
5 ยุทธศาสตร์หลักเคลื่อน 'พืชกระท่อม' สร้างรายได้เข้าประเทศ
ขณะที่แผนวิจัยฉบับใหม่จะมุ่งเติมเต็มช่องว่างสำคัญ เช่น มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ การศึกษาผลกระทบระยะยาวในเยาวชน และการทดสอบทางคลินิกตามมาตรฐานสากล สำหรับการขับเคลื่อนกระท่อมไทย กรมการแพทย์แผนไทยฯ กำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย
1. ด้านการเกษตรและวิทยาศาสตร์พื้นฐาน พัฒนาสายพันธุ์และควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ
2. ด้านเภสัชวิทยาและความปลอดภัย เร่งศึกษาฤทธิ์ทางยาและการทดลองทางคลินิก
3. ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใช้นวัตกรรมขั้นสูง เช่น นาโนเทคโนโลยี และศึกษาความปลอดภัยร่วมกับยาแผนปัจจุบัน
4. ด้านนโยบาย กฎหมาย และสังคม สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและการคุ้มครองสุขภาพประชาชน
5. ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง นำ AI และเภสัชพันธุศาสตร์มาใช้พัฒนาการแพทย์อย่างแม่นยำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กระท่อมไทยในระดับนานาชาติ
ในระยะต่อไปกรมการแพทย์แผนไทยฯ พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนด้านงานวิจัยและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ โดยตั้งเป้าผลักดัน "กระท่อมไทย" ให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ สร้างรายได้แก่ประเทศควบคู่กับความปลอดภัยของสังคมอย่างยั่งยืน นายแพทย์เทวัญ ระบุทิ้งท้าย







