
“อิมครานิบ 100” จากห้องวิจัยสู่มือผู้ป่วยมะเร็ง ก้าวสำคัญของสาธารณสุขไทย
ยามะเร็งพระราชทาน "อิมครานิบ 100" ยามุ่งเป้าผลิตในไทย จากพระวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาให้คนไทยอย่างเท่าเทียม
KEY
POINTS
- "อิมครานิบ 100" เป็นยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานยาล็อตแรกจำนวน 690,000 เม็ด ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อกระจายสู่ผู้ป่วยทั่วประเทศ
- ความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสาธารณสุขไทยในการวิจัยและผลิตยารักษามะเร็งได้เอง ช่วยลดการพึ่งพายานำเข้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา “โรคมะเร็ง” ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย มากกว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โรคหัวใจ หรือแม้แต่โรคสมอง โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิต 80,000 - 90,000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนรายต่อปี
ขณะที่การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงต่ำกว่าการทำเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม กลับมีต้นทุนสูงและต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษา
จุดเปลี่ยนด้านเภสัชอุตสาหกรรมของไทย
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้มาจากพระวิสัยทัศน์ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงเล็งเห็นว่าความมั่นคงทางยาของประเทศเป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุข จึงทรงผลักดันการพัฒนาศักยภาพด้านเภสัชอุตสาหกรรมของไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยปี 2563 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้จัดตั้ง “โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และผลิตยารักษาโรคมะเร็งระดับอุตสาหกรรม นับเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตและการกระจายยาระดับสากล (PIC/S GMDP)
ผลลัพธ์ของการลงทุนด้านองค์ความรู้และการวิจัยดังกล่าว นำมาสู่การพัฒนา “อิมครานิบ 100” (Imcranib 100) ยารักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ยาดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ก่อนจะได้รับการบรรจุเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569
พระราชทาน “อิมครานิบ 100” ลอตแรก
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้พระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดอิมครานิบ 100 (Imcranib 100) จำนวน 690,000 เม็ด เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา ให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
หลังพิธีพระราชทานยา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้เร่งผลิตยาตามแผน และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริได้ส่งมอบยาล็อตแรกเข้าสู่ศูนย์กระจายยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายยาหลักของ สปสช. โดยทุกขั้นตอนของการจัดเก็บและขนส่งดำเนินการตามมาตรฐาน GDP (Good Distribution Practice) เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของยา ก่อนกระจายต่อไปยังโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ
สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศในระยะยาว
ความสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการส่งมอบยา 690,000 เม็ด แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย จากประเทศผู้นำเข้ายารักษามะเร็งราคาแพง สู่การมีศักยภาพในการวิจัยและผลิตยามุ่งเป้าด้วยตนเอง
ในอีกมิติหนึ่ง โครงการดังกล่าวยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ “บัตรทอง” เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้มากขึ้น และสร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศในระยะยาว
จากห้องปฏิบัติการวิจัย สู่สายการผลิต จากสายการผลิตสู่คลังยา และจากคลังยาสู่เตียงผู้ป่วยทั่วประเทศ ดังนั้น “อิมครานิบ 100” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยารักษาโรค หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการบูรณาการองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์การแพทย์ และนโยบายสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมมากขึ้นในอนาคต







