thansettakij
thansettakij
สตาร์ทอัพไทยปั้น MedTech นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์พกพา คัดกรองสุขภาพตาคนไทย

สตาร์ทอัพไทยปั้น MedTech นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์พกพา คัดกรองสุขภาพตาคนไทย

25 พ.ค. 69 | 13:33 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 13:51 น.

‘ไคลก้า‘ จับมือ NARIT และ สวรส. พัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาพกพา แก้ปัญหาสายตาเด็กไทย-กลุ่ม Silver Age มุ่งลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์และกระจายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล เตรียมเปิดตัวปี 2569 นี้

KEY

POINTS

  • ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย พัฒนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์แบบพกพาสำหรับคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร
  • นวัตกรรมนี้เป็นการผสานฮาร์ดแวร์ที่พัฒนาร่วมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับเด็ก เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการตรวจสายตาของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ลดการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า และสร้างความเท่าเทียมด้านสาธารณสุข

แพทย์หญิงกัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวว่า ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย ผนึกกำลังกับ NARIT และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เดินหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร 

ด้วยกาาผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงและการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น

สำหรับรับมือกับปัญหาสายตาที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กไทยอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน ทั้งเตรียมพร้อมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมูลค่ามหาศาล

โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากสภาวะในปัจจุบันที่มักพบปัญหาในภาพใหญ่ทางด้านการแพทย์ ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ รวมถึงความลำบากและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาด้านสายตาและตาเหล่ของเด็ก ตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ของพัฒนาการทั้งด้านสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต

นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น 

ทั้งนี้ ได้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ ซึ่งโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมจากไคลก้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้มีคุณภาพดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสายตาเด็กเชิงรุกในระดับปฐมภูมิที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม 

โครงการงานวิจัยสู่การใช้งานจริงลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า

ดังนั้น หากโครงการนี้สามารถลงมือดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ช่วยลดภาระของจักษุแพทย์ และช่วยให้เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของพัฒนาการทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม 

“การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2.การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย”

กรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แลัอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า โปรเจกต์ต้นแบบของไคลก้า ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดระบบประเมินสุขภาพตาแบบพกพาและครบวงจร ที่ออกแบบเชิงโต้ตอบและเป็นมิตรกับเด็ก (Portable Closed-Loop Interactive Child-Friendly Vision Check System) เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบคัดกรองแบบเดิม โดยประกอบด้วย

  • ต้นแบบเครื่องประเมินสายตาอัตโนมัติแบบพกพา (Hardware): พัฒนาร่วมกับ NARIT ออกแบบสำหรับการใช้งานนอกสถานที่โดยเฉพาะ มีระบบป้องกันมือสั่นและนวัตกรรมพรางตาเพื่อลดการเพ่งของเด็ก 
  • ต้นแบบชุดตรวจตาพกพาพร้อมซอฟต์แวร์คัดกรองสุขภาพตาสำหรับเด็ก (Klyka Vision Suite): แอปพลิเคชันเชิงโต้ตอบในรูปแบบเกม (Gamification) ที่ดึงดูดความสนใจให้เด็กรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ที่ปรับความยากง่ายอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรอง

ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับไคลก้าในครั้งนี้ NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ หรือ Optic Engineering & Design โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ของ NARIT เข้ามาดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมดรวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง 

นับเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ระดับโลก ไปสู่การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ Med Tech สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่เศรษฐกิจและสังคมเพื่อประเทศไทย ยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย 

อย่างไรก็ตาม ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สวรส.สนับสนุนด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย รวมถึงสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด และเตรียมพร้อมสู่เป้าหมายสำคัญในการเปิดตัวซอฟต์แวร์ เพื่อประเมินสุขภาพตาเบื้องต้นด้วย 'Klyka Vision Suite' และพร้อมออกสู่ตลาดภายในปี 2569 นี้