
กรมควบคุมโรค สั่งจับตา 'ไข้หวัดใหญ่-โรคมือเท้าปาก-อุจจาระร่วง' รับเปิดเทอม
กรมควบคุมโรค เตือนผู้ปกครอง-สถานศึกษาทั่วปท. ยกระดับมาตรการเข้มช่วงเปิดเทอม เผยพบ 'ไข้หวัดใหญ่-มือเท้าปาก-อุจจาระร่วง' ทำเด็กป่วย
KEY
POINTS
- กรมควบคุมโรคเตือนให้เฝ้าระวัง 3 โรคติดต่อที่มักระบาดในช่วงเปิดภาคเรียน ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่, โรคมือ เท้า ปาก และโรคอุจจาระร่วง
- สาเหตุเกิดจากเด็กนักเรียนกลับมารวมตัวกันจำนวนมากในสถานศึกษา ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย
- ขอความร่วมมือผู้ปกครองและสถานศึกษาในการคัดกรองเด็กป่วย และปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการระบาด
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยสุขภาพเด็กนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กต้องกลับมาอยู่รวมกันจำนวนมาก เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก และโรคอุจจาระร่วง จึงขอความร่วมมือผู้ปกครอง ครู และสถานศึกษา ร่วมกันเฝ้าระวัง และปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดโรคและลดการแพร่ระบาดภายในโรงเรียน
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในทุกปีหลังเปิดภาคเรียน มักพบแนวโน้มการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อในกลุ่มเด็กวัยเรียนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก และใกล้ชิดกันตลอดทั้งวัน ประกอบกับเด็กเล็กยังไม่สามารถดูแลสุขอนามัยของตนเองได้อย่างเหมาะสม จึงมีโอกาสแพร่เชื้อผ่านการสัมผัส น้ำลาย น้ำมูก หรือการใช้สิ่งของร่วมกันได้ง่าย หากไม่มีมาตรการเฝ้าระวัง และป้องกันที่ดี อาจเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้
โรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วงเปิดภาคเรียน
โรคไข้หวัดใหญ่ : ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอหรือจาม ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ และอ่อนเพลีย หากพบเด็กมีอาการป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายดี เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่เพื่อนนักเรียนและครู
โรคมือ เท้า ปาก : พบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการสำคัญคือ มีไข้ มีแผลในปาก และมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและลำตัว โรคดังกล่าวสามารถติดต่อได้ผ่านน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ และของเล่น หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ จึงจำเป็นต้องดูแลเรื่องความสะอาดของห้องเรียน ของเล่น และจุดสัมผัสร่วมอย่างสม่ำเสมอ
โรคอุจจาระร่วง : สาเหตุจากอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ โดยได้รับเชื้อผ่านการรับประทานอาหาร และน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก หรือสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารค้างคืน หากเด็กมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ หรือมีมูกเลือดปน ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลียร่วมด้วย ควรให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์ทันที
แนวทางการป้องกันโรคในโรงเรียน
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคในโรงเรียนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยโรงเรียนควรมีมาตรการคัดกรองสุขภาพเด็กในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบเด็กมีไข้หรืออาการผิดปกติ ควรแยกเด็กที่ป่วยออกจากเด็กปกติ พักสังเกตอาการและแจ้งผู้ปกครองรับกลับบ้าน และพาไปพบแพทย์ รวมถึงดูแลความสะอาดของห้องเรียน ห้องน้ำ โรงอาหารให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ และอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะเรียน ราวบันได และของเล่นเด็ก
สำหรับผู้ปกครอง ขอให้ดูแลสุขภาพบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการสังเกตอาการป่วยก่อนเดินทางไปโรงเรียน พร้อมปลูกฝังพฤติกรรมสุขอนามัยที่ถูกต้อง เช่น ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลางส่วนตัว ไม่ใช้แก้วน้ำ หรือภาชนะร่วมกับผู้อื่น รวมถึงให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง
นอกจากนี้ขอแนะนำผู้ปกครองให้พาเด็กกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เข้ารับวัคซีนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสเกิดการระบาดในสถานศึกษา
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า การป้องกันโรคติดต่อในช่วงเปิดภาคเรียนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ปกครอง ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ในการปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในสถานศึกษา และลดโอกาสการเจ็บป่วยในกลุ่มเด็กวัยเรียน







