
กรมควบคุมโรค เฝ้าระวัง 'โรคไวรัสตับอักเสบเอ' ภาคตะวันออก หลังพบระบาดหลายจังหวัด
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด หลังพบผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชลบุรี-ระยอง พบผู้ป่วยแล้ว 672 ราย
KEY
POINTS
- กรมควบคุมโรคเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสตับอักเสบเอในภาคตะวันออก โดยเฉพาะชลบุรีและระยอง หลังพบผู้ป่วยแล้ว 672 ราย แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยหน่วยงานสาธารณสุขกำลังเร่งสอบสวนโรคและควบคุมแหล่งแพร่เชื้อในพื้นที่
- แนะประชาชนป้องกันตนเองด้วยมาตรการ "สุก ร้อน สะอาด" โดยเน้นการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ล้างมือให้สะอาด และดื่มน้ำที่ได้มาตรฐาน
21 เมษายน 2569 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าสถานการณ์ของโรคไวรัสตับอักเสบเอ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 20 เมษายน 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา พบผู้ป่วย 672 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน จังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด คือ จังหวัดชลบุรี รองลงมา คือ ระยอง กรุงเทพมหานคร และจันทบุรี ตามลำดับ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อรวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนจากการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้แม้ผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการ โดยเชื้อสามารถพบในอุจจาระของผู้ป่วยสูงสุดในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรกก่อนเริ่มแสดงอาการ
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่พบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดภาคตะวันออกขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมแหล่งแพร่เชื้อ ได้แก่ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่ม ระบบส้วมและสุขาภิบาล ตลอดจนความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำ พร้อมติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่องจนกว่าโรคจะสงบ
ด้านนายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเน้นย้ำถึงอาการและการเฝ้าระวังโรคตับอักเสบว่า ผู้ที่ติดเชื้ออาจจะไม่แสดงอาการป่วย หรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงถึงขั้นตับวาย
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย ปวดข้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง อาจมีอาการปวดบริเวณตับใต้ชายโครงขวาหรือบริเวณลิ้นปี่ ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรืออุจจาระสีซีด ในบางรายอาจพบผื่นผิวหนัง ภาวะหลอดเลือดอักเสบ ไตอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 28 – 30 วัน
กรมควบคุมโรค จึงขอเน้นย้ำการป้องกันตนเองตามมาตรการ "สุก ร้อน สะอาด" โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ และกรณีอาหารที่ปรุงไว้เกิน 2 ชั่วโมง ควรอุ่นร้อนให้ทั่วถึงก่อนรับประทานทุกครั้ง พร้อมทั้งล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดก่อนปรุงและรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย หลังดูแลผู้ป่วย หรือหลังสัมผัสสิ่งสกปรก
เลือกบริโภคน้ำดื่มและน้ำแข็งที่สะอาดปลอดภัย ได้มาตรฐานและมีบรรจุภัณฑ์ปิดสนิท จัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะ เช่น ขับถ่ายลงส้วมและมีระบบบำบัดที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ใช้ภาชนะและอุปกรณ์ส่วนตัวในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ เช่น ช้อน ส้อม และแก้วน้ำ รวมถึงเลือกวัตถุดิบที่สด สะอาด จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ตลาดที่ได้มาตรฐานหรือแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรอง
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ เป็นวัคซีนทางเลือก มีค่าใช้จ่าย สามารถให้ในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน รวมถึงกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ป่วยเอชไอวี ตลอดจนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น ผู้ที่เดินทางระหว่างประเทศ โดยกลุ่มเสี่ยงสามารถติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับคำปรึกษาและรับบริการ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422







