
วิกฤตยาไทยส่อขาดแคลน จากต้นทุนพุ่ง! จี้รัฐออกมาตรการเสริมสภาพคล่อง
สมาคมอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (GPMA) ส่งสัญญาณเตือนวิกฤตความมั่นคงทางยา หลังสงครามและวิกฤตพลังงานฉุดต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าขนส่งพุ่งสูง วอนรัฐเร่งรัดเสริมสภาพคล่อง
KEY
POINTS
- ต้นทุนการผลิตยาพุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน วัตถุดิบนำเข้า และบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตยาเอกชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก
- ผู้ผลิตยาไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เนื่องจากติดสัญญาซื้อขายราคาคงที่กับโรงพยาบาล และคาดว่ายาอาจขาดแคลนในอีก 6 เดือนข้างหน้าหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
- สมาคมผู้ผลิตยาฯ เรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยเร่งรัดการชำระหนี้ค่ายาที่โรงพยาบาลค้างจ่าย และช่วยจัดสรรพลังงานสำหรับการขนส่งยา
ภญ.ลลนา เสตสุบรรณ นายกสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน (TPMA) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาจนถึงเรื่องราคาน้ำมันและพลังงาน ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุดที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ส่งผลให้เกิดวิกฤตจนผู้ผลิตยาในประเทศที่อยู่ในส่วนของโรงงานยาเอกชนกว่า 60-80 แห่ง กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาหลักเกิดจากการที่ประเทศไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบตัวยาหลัก (API) และสารช่วยในตำรับยา (SVP) จากต่างประเทศ 100% ราคาวัตถุดิบจากยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 25% ขณะที่การสั่งซื้อจากจีนและอินเดียต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและการขนส่งทางอากาศ
นอกจากตัวยาหลักแล้ว วัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกที่นำมาผลิตขวดและถุงยา รวมถึงอลูมิเนียมฟอยล์และ PVC ที่ใช้ในการแผงยาเริ่มขาดแคลนและปรับราคาสูงขึ้น 10-20% ส่งผลต่อความมั่นคงในการผลิตยาในระยะยาว
“แม้ต้นทุนการผลิตจะพุ่งสูงขึ้น แต่ผู้ผลิตยาไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามราคาพลังงาน เนื่องจากมีพันธสัญญาในรูปแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารายปีกับโรงพยาบาลใหญ่ เช่น ศิริราช รามาธิบดี และจุฬาลงกรณ์ ที่ระบุราคาตายตัวตลอดทั้งปี หากไม่สามารถส่งยาได้ตามกำหนดจะถูกปรับทันที
ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงถือว่าลำบากกว่าช่วงโควิด-19 มาก เพราะตอนนั้นโรงงานยังผลิตได้และค่าขนส่งไม่แพงเท่านี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นราคาหมด ขณะที่เรายังขายราคาเดิม กำไรลดลงเรื่อยๆ จนบางรายเริ่มแบกรับไม่ไหว"
ภญ.ลลนา กล่าวว่า การบริหารจัดการสต็อกยาในปัจจุบัน ผู้ผลิตพยายามกระจายยาให้ทั่วถึง ป้องกันการกักตุนจากโรงพยาบาลและร้านขายยา และปัจจุบันมีสต็อกวัตถุดิบสำรองเพียงพอสำหรับการผลิตอีกประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น หากสถานการณ์สงครามยังไม่ดีขึ้น วัตถุดิบใหม่ยังไม่ถูกส่งเข้ามา คาดว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตยาขาดแคลนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้เข้าหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้พิจารณาปรับปรุง "ราคากลาง" ยาให้สอดคล้องกับต้นทุนความเป็นจริง และยังขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 2 ประเด็นเร่งด่วน คือ
1. การชำระหนี้ค้างชำระ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งรัดการจ่ายเงินจากกองทุนต่างๆ ให้กับโรงพยาบาล เพื่อนำมาจ่ายหนี้ค่ายาที่ค้างชำระกับบริษัทเอกชน ซึ่งบางแห่งค้างนานกว่า 10 เดือนจนกระทบสภาพคล่อง
2. การจัดสรรพลังงาน ขอความสะดวกในการจัดสรรน้ำมันดีเซลสำหรับรถขนส่งยา เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหาจำกัดการเติมน้ำมัน ทำให้การส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วทุกภาคของไทย ที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ทั้งนี้ หากมาตรการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มยาหลักที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย





