
เภสัชฯ จุฬาฯ ต่อยอดงานวิจัย-ปฏิวัติสมุนไพรไทย ’จากหิ้งสู่ห้าง‘
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน "เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม" ชูโมเดลเปลี่ยนงานวิจัย "จากหิ้งสู่ห้าง" มุ่งยกระดับสมุนไพรไทยเทียบชั้นยาแผนปัจจุบันในระดับสากล
KEY
POINTS
- คณะเภสัชฯ จุฬาฯ มุ่งพัฒนางานวิจัยสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนายา
- เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางคลินิกเพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยจริง พร้อมตั้งเป้าขยายตลาดสู่ยุโรปและอเมริกา
- สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยบริษัท Spin-off และช่องทางจำหน่ายปลายน้ำผ่าน "โอสถศาลา" และพันธมิตรอย่าง KTC
รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยว มีมูลค่าสูงหลัก "หมื่นล้านบาท" แต่ผู้บริโภคมักได้รับข้อมูลที่เกินจริง หนือไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมุ่งมั่นที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง ผ่านวิสัยทัศน์ "จากสมุนไพรสู่ยา"
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนางานวิจัยสมุนไพร ไปจนถึงขั้นเป็น "ยา" ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 10-20 ปี แต่ระหว่างทางจะพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น เวชสำอาง และอาหารเสริม ให้เป็น "Quick Win" เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้บริโภคไปด้วย โดยชูผลิตภัณฑ์คุณภาพเหนือการตลาดฉาบฉวย
“เราจะไม่เน้นการผลิตแบบฉาบฉวย หรือทำ OEM แต่จะเน้นการผลิตเพื่อใช้จริง ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยและมาตรฐานในระดับห้องปฏิบัติการและทางคลินิก แม้จะมีต้นทุนการวิจัยที่สูงถึงหลัก 10 ล้านบาทต่อปี แต่เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณสารสำคัญจะมีอยู่จริงจนจบอายุผลิตภัณฑ์”
โดย Roadmap ที่วางแผนไว้ในระยะยาวคือการข้าวไปสู่ตลาดโลก จากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดกว่า 30 รายการ อาทิ เช่น "บัวบก" โปรดักต์แชมเปี้ยนตัวอย่างที่มีความพร้อมทั้งระบบ คณะตั้งเป้าขยายตลาดไปสู่ระดับ International ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ในกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูงอย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ดร.วรสิทธิ์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือส่งเสริมให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของไทย เพื่อให้เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมเติมโต และส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดงานวิจัยที่มีคุณค่า ด้วยจุดแข็งและจุดยืนของแบรนด์ ภายใต้งานวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เกิดจากความมุ่งมั่นในการค้นคว้าพัฒนาและการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องของผู้วิจัย
ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ ที่มีทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย ตลอดจนความความน่าเชื่อถือ โดยเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัลจากผลงานวิจัยในระดับสากล จุดยืนของแบรนด์ คือ การส่งเสริมงานวิจัยไทยให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและขับเคลื่อนสังคม ให้งานวิจัยสามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ภก.อนุกูล ชื่นอารมย์ ผู้ช่วยผู้จัดการสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยบทบาทของ "โอสถศาลา" ในฐานะสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชนที่มีอายุกว่า 40 ปี ว่าปัจจุบันทำหน้าที่เป็น "โชว์รูม" หลักที่เชื่อมต่อนวัตกรรมจากคณะสู่มือประชาชน มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายกว่า 4,000 SKU แบ่งเป็นกลุ่มยา 80% และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
โดยสินค้าที่เป็นนวัตกรรมของคณะสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-15% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งรายได้รวมของร้านยาอยู่ในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปี และได้รับเสียงตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งทางคณะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในช่วงเวลานั้นๆ เช่น สเปรย์ป้องกัน PM 2.5 หรือผลิตภัณฑ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งได้รับฟีดแบคจากหน้าร้านเพื่อนำไปพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น
ทั้งนี้ มีกลยุทธ์ Partnership ผนึกกำลัง KTC และเครือข่ายศิษย์เก่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ทางคณะเภสัชฯ ได้วาง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการร่วมมือกับศิษย์เก่าที่มีโรงงานสกัดสมุนไพรมาตรฐาน ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ระดับเกษตรกร ส่วนกลางน้ำมี "บริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด" รับหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากงานวิจัย (Spin-off) เพื่อเข้าสู่โลกธุรกิจ
ขณะที่ปลายน้ำ นอกจากการจำหน่ายผ่านหน้าร้านโอสถศาลาแล้ว ยังได้ร่วมมือกับ KTC (เคทีซี) ผ่านช่องทาง KTC U SHOP ทั้งบนแอปพลิเคชันและ Line Official เพื่อขยายฐานการรับรู้สู่สมาชิกบัตรเครดิตทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกในการชำระเงิน และเป็นการให้ความรู้ด้านสุขภาพ (Education) แก่ผู้บริโภคไปพร้อมกัน






