thansettakij
thansettakij
“อินเตอร์ ฟาร์มา” เปิดแนวรบ 5 ปี เดินหน้า “ยีนบำบัด” ดันไทยสู่ Medical Hub

“อินเตอร์ ฟาร์มา” เปิดแนวรบ 5 ปี เดินหน้า “ยีนบำบัด” ดันไทยสู่ Medical Hub

เปิดยุทธศาสตร์ “อินเตอร์ ฟาร์มา” รับสังคมสูงวัย กางโรดแมปปั๊มรายได้ 6,000 ล้าน ชูนวัตกรรม “ยีนบำบัด” รักษาพาร์กินสัน ปั้นไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก

KEY

POINTS

  • อินเตอร์ ฟาร์มา วางแผน 5 ปี (2569-2573) มุ่งพัฒนานวัตกรรม "ยีนบำบัด" สำหรับรักษาโรคพาร์กินสัน
  • โครงการยีนบำบัดกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นและโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของไทย
  • ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) โดยชูจุดเด่นด้านคุณภาพและต้นทุนการรักษาที่เข้าถึงง่ายกว่า

ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) หรือ IP เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อุตสาหกรรมการแพทย์ถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและจะเป็นอันดับ 1 ในอนาคต เนื่องจากทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะเติบโตขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกี่ยวกับยา

ขณะที่ภาพรวมตลาดยาในประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท กระจายตัวแบ่งเป็นตลาดโรงพยาบาล 75% ตลาดร้านขายยา (OTC) 25% แต่ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ายาสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และในกระบวนการผลิตเองก็นำเข้าวัตถุดิบมาจากต่างประเทศเช่นกัน เพื่อผลิตต่อเป็นยาเม็ด แคปซูล หรือยาน้ำ

โดยแนวโน้มการเติบโตของตลาดยาในประเทศไทยปี 2568 ที่ผ่านมา คาดว่าจะเติบโตจากสัดส่วนของโรงพยาบาลในกลุ่มโรคร้ายแรงและยานวัตกรรมไม่เกิน 10% แต่ตลาดร้านขายยา (OTC) อาจไม่เติบโตมากนักเนื่องจากเกิดการแข่งขันด้านราคาพอสมควร และโรคที่ต้องใช้ยารักษาตาลำดับโครงสร้างของสังคมสูงวัยตามเทรนด์สุขภาพในอนาคต ได้แก่ 

1. โรคมะเร็ง ที่คนไทยเริ่มป่วยมากขึ้นอันดับต้น ๆ ในหลายโรงพยาบาล

2. กลุ่มโรค NCDs ได้แก่ เบาหวาน, ความดันโลหะสูง, เส้นเลือดตีบ (Stroke)

3. โรคไต มีคนไทยและผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากป่วยโรคนี้จากพฤติกรรมการบริโภค

4. โรคความเสื่อมของสมอง อย่างโรคพาร์กินสัน, อัลไซเมอร์, โรคลมชัก

5. โรคเฉพาะทางอื่น ๆ เช่ยโรคตา (ตาแห้ง, สายตายาว), ปัญหานอนไม่หลับ และความเครียด

“อินเตอร์ ฟาร์มา” เปิดแนวรบ 5 ปี เดินหน้า “ยีนบำบัด” ดันไทยสู่ Medical Hub

ดังนั้น อินเตอร์ ฟาร์มา จึงมุ่งมั่นเป็นบริษัทผู้ผลิตยาที่ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการแพทย์ เพื่อรองรับ สังคมผู้สูงอายุทั้งในไทยและระดับโลก ลดการนำเข้ายาและวัตถุดิบการผลิตยา สร้างรายได้ให้ประเทศ ด้วยสถานะปัจจุบันซึ่งคาดว่าจะติดอันดับ Top 10 ของบริษัทยาในประเทศไทยที่มีฐานลูกค้าและพันธมิตรในหลายภูมิภาค

มีประเทศไทยเป็นตลาดหลักทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและร้านขายยา ถัดมาคือกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) สหรัฐอเมริกาที่รับจ้างผลิตสินค้า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกอย่างฮ่องกงและจีน รวมทั้งตะวันออกกลาง (Middle East) เช่น ซาอุดีอาระเบีย ที่บริษัทเคยไปออกบูธและได้รับความสนใจจากลูกค้าในภูมิภาคนี้ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา

“ในปี 2568 ที่ผ่านมาเรามีรายได้เติบโตประมาณ 25% และกำไรคาดว่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากโครงสร้างธุรกิจที่เป็นการ OEM ประมาณ 15% และจะพยายามเพิ่มขึ้นให้เป็น 20% ในอนาคต พร้อมพัฒนาเพื่อให้ธุรกิจเติบโตขึ้นต่อเนื่องอย่างครบวงจร นับตั้งแต่ปี 2569 - 2573 (แผนระยะยาว 5 ปี) ตั้งเป้าไว้ว่าจะดันรายได้ให้ถึง 6,000 ล้านบาท และมีกำไรไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์การขยายโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางจำหน่ายสู่ตลาดโลก พร้อมพัฒนาด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา,โภชนเภสัช, สมุนไพรสมัยใหม่ และโครงการยีนบำบัดรักษาพาร์กินสัน”

ดร.ตฤณวรรธน์ กล่าวว่า อินเตอร์ ฟาร์มา จะมีรายได้และกำไรอย่างก้าวกระโดดในปี 2569 เป็นต้นไป เมื่อโครงการนวัตกรรมเริ่มทำรายได้ ตรงตามเทรนด์สุขภาพของผู้สูงอายุที่มุ่งเน้นไปยัง “Brain Health” (สุขภาพสมอง) และการดูแลโรคที่มาพร้อมกับอายุมากขึ้น ด้วยการจับมือกับบริษัทญี่ปุ่น พันธมิตรหลักด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในโครงการยีนบำบัดรักษาโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของสมองที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้สูงอายุและครอบครัว และเป็นโครงการที่อินเตอร์ ฟาร์มา ร่วมกับภาครัฐ (บพค.), โรงเรียนแพทย์ 3 แห่ง ได้แก่ จุฬาฯ, ศิริราช, และรามาธิบดี

“ตอนนี้โครงการอยู่ในระยะการวิจัยทางคลินิกเฟส 1 เริ่มเคสแรกไปเมื่อม.ค. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในผู้หญิงอายุประมาณ 69 ปี และตั้งเป้าหมายจะทำการรักษาให้ครบ 6 เคสภายในครึ่งปีแรกของปี ถือว่าเป็นขั้นตอนกระบวนการทดสอบในงานวิจัย คาดหวังว่าโครงการจะเสร็จสิ้นและเห็นความชัดเจนภายใน 1-2 ปีข้างหน้า”

ทั้งนี้ โรคพาร์กินสันเป็น Family Burden เมื่อคนเป็นคนหนึ่งจะดึงคนในครอบครัวต้องมาคอยดูแล ถ้ามีนวัตกรรมจะทำให้ต้นทุนในการรักษาถูกลง และจะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางการรักษาของภูมิภาคหรือของโลกได้ และในอนาคต อินเตอร์ ฟาร์มา ตั้งเป้าอยากดึงดูดลูกค้าจากทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ให้มารับการรักษาด้วยนวัตกรรมยีนบำบัดในประเทศไทย

ดร.ตฤณวรรธน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก (Medical Hub) สำหรับการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยนวัตกรรมยีนบำบัด เพราะมีปัจจัยสนับสนุนหลักด้านความแตกต่างของต้นทุนและคุณภาพการรักษาที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก มีความได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งการรักษาด้วยยีนบำบัดสำหรับโรคที่เกี่ยวข้อง (เช่น โรคขาดเอนไซม์ AADC ในเด็ก) มีราคาสูงถึง 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 107 ล้านบาทต่อเคส ขณะที่ประเทศไทยตั้งเป้าที่จะใช้โครงการนวัตกรรมทำให้ต้นทุนการรักษาถูกลง

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นกลุ่มแรกๆ ของโลกที่เริ่มวิจัยและทดสอบการใช้นวัตกรรมขั้นสูงเกี่ยวกับยีน ช่วยให้ผู้ป่วยลดหรือหยุดการใช้ยาได้ ถือเป็นความหวังใหม่ในการรักษาที่ต้นเหตุแทนการกินยาเพื่อประคองอาการ ด้านศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลก็มีใจรักการบริการ (Service Mind) แพทย์ไทยจำนวนมากจบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรป ทำให้การรักษาในไทยมีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล แต่ราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า

หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการวิจัยทางคลินิกและได้รับการอนุมัติในระดับสากล ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการรักษาโรคพาร์กินสันในระดับภูมิภาคและระดับโลก