thansettakij
แพทย์ชี้ข้อเท็จจริง “ตัดกระเพาะ” ลดความอ้วน มีผลดี-ผลเสียอย่างไร

แพทย์ชี้ข้อเท็จจริง “ตัดกระเพาะ” ลดความอ้วน มีผลดี-ผลเสียอย่างไร

19 ก.พ. 2569 | 06:50 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.พ. 2569 | 14:18 น.

แพทย์แจงชัด "ผ่าตัดกระเพาะ" ไม่ใช่เหตุโดยตรงทำให้เกิดซึมเศร้า แต่รับส่งผลต่ออารมณ์เพราะความสุขในการกินลดลง ย้ำคนอ้วน BMI 35+ จำเป็นต้องผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย หากรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล

KEY

POINTS

  • การผ่าตัดกระเพาะมีผลข้างเคียงที่อาจกระทบต่ออารมณ์และทำให้ภาวะซึมเศร้าที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้นได้ จากการทานอาหารได้น้อยลงและความสุขในการกินที่ลดลง แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง
  • ข้อดีของการผ่าตัดคือช่วยลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงที่เกิดจากภาวะอ้วน เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ที่มากกว่าความเสี่ยงและสามารถยืดอายุขัยผู้ป่วยได้
  • การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่า 35 และลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล โดยมีเทคนิคการผ่าตัดหลายแบบซึ่งบางวิธีอาจต้องทานวิตามินเสริมตลอดชีวิต

นพ.สุเมธ บุญญเจตน์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ผิวพรรณและศัลยกรรมตกแต่ง KPS (Kasemrad Plastic Surgery) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกระแสเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และความเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า จนทำให้อินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งเสียชีวิต ในข้อเท็จจริงการผ่าตัดกระเพาะมีความเกี่ยวข้องกับภาวะโรคซึมเศร้าได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

โดยการผ่าตัดกระเพาะมีผลข้างเคียงทำให้คนไข้กินได้น้อยลง ความสุขในการกินลดลง รวมถึงอาจขาดวิตามินหรือฮอร์โมนบางตัวที่ส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนแห่งความสุขในร่างกาย หากคนไข้มีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว (ซึ่งกลุ่มโรคอ้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ) เมื่อทานได้น้อยลง ความสุขลดลง ก็อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ แต่ความจริงการผ่าตัดเป็นมาตรฐานการรักษาที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย 

นพ.สุเมธ กล่าวว่า หากหากผู้ป่วยปล่อยให้ตัวเองอ้วนไปเรื่อยๆ จะมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังสูงมาก อาทิเช่น

  • โรคเบาหวานประเภทที่ 2: เสี่ยงสูงกว่าคนปกติ 20-40%
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด: เสี่ยงสูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ: พบได้ถึง 80% ในคนอ้วน
  • โรคมะเร็ง: เช่น มะเร็งลำไส้ เต้านม และตับ

“เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เราจัดูที่ค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) เป็นหลัก โดยต้องสูงกว่า 35 ขึ้นไป ถึงจะถือว่าเป็นโรคอ้วน แลัปกติการผ่าตัดจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากใช้วิธีอื่นแล้วลดน้ำหนักไม่ได้ผล เช่น การคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือการใช้ยาลดน้ำหนัก ซึ่งความเสี่ยงหากปล่อยให้อ้วน VS ข้อดีของการผ่าตัดคือกระเด็นสำคัญ”

ดังนั้น จากงานวิจัยชี้ว่าการผ่าตัดสามารถ ยืดอายุขัยผู้ป่วยโรคอ้วนได้มากกว่าปกติ 3-6 ปี ในขณะที่คนอ้วนที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีอายุขัยสั้นกว่าปกติ 5-20 ปี

ในขั้นตอนก่อนผ่าตัด แพทย์ต้องประเมินความพร้อมและให้ข้อมูลการปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องให้จิตแพทย์ประเมินทุกคน ยกเว้นรายที่ศัลยแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงด้านจิตเวชสูงโดยวิธีการผ่าตัดที่นิยมมี 2 แบบ

1. ที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน คือ ตัดกระเพาะออกประมาณ 80% ทำให้ทานได้น้อยลงและลดฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิว (Ghrelin) โดยไม่ต้องทานยาไปตลอดชีวิต

2. นำลำไส้เล็กมาต่อกับกระเพาะส่วนต้น ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ดี 40-50% แต่ต้องทานวิตามินและยาเสริม (ธาตุเหล็ก, B12) ไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร 

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระเพาะส่งผลต่ออารมณ์ได้จริง เพราะสารอาหารบางอย่างที่ขาดไปเป็นตัวตั้งต้นของฮอร์โมนในร่างกาย แต่การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคนไข้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนจะเป็นผลดีมากกว่าปล่อยให้เป็นโรคอ้วน เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า