

KEY
POINTS
นพ.สุเมธ บุญญเจตน์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ผิวพรรณและศัลยกรรมตกแต่ง KPS (Kasemrad Plastic Surgery) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกระแสเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และความเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า จนทำให้อินฟลูเอนเซอร์ท่านหนึ่งเสียชีวิต ในข้อเท็จจริงการผ่าตัดกระเพาะมีความเกี่ยวข้องกับภาวะโรคซึมเศร้าได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง
โดยการผ่าตัดกระเพาะมีผลข้างเคียงทำให้คนไข้กินได้น้อยลง ความสุขในการกินลดลง รวมถึงอาจขาดวิตามินหรือฮอร์โมนบางตัวที่ส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมนแห่งความสุขในร่างกาย หากคนไข้มีภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว (ซึ่งกลุ่มโรคอ้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ) เมื่อทานได้น้อยลง ความสุขลดลง ก็อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ แต่ความจริงการผ่าตัดเป็นมาตรฐานการรักษาที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย
นพ.สุเมธ กล่าวว่า หากหากผู้ป่วยปล่อยให้ตัวเองอ้วนไปเรื่อยๆ จะมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังสูงมาก อาทิเช่น
“เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เราจัดูที่ค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) เป็นหลัก โดยต้องสูงกว่า 35 ขึ้นไป ถึงจะถือว่าเป็นโรคอ้วน แลัปกติการผ่าตัดจะเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากใช้วิธีอื่นแล้วลดน้ำหนักไม่ได้ผล เช่น การคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือการใช้ยาลดน้ำหนัก ซึ่งความเสี่ยงหากปล่อยให้อ้วน VS ข้อดีของการผ่าตัดคือกระเด็นสำคัญ”
ดังนั้น จากงานวิจัยชี้ว่าการผ่าตัดสามารถ ยืดอายุขัยผู้ป่วยโรคอ้วนได้มากกว่าปกติ 3-6 ปี ในขณะที่คนอ้วนที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีอายุขัยสั้นกว่าปกติ 5-20 ปี
ในขั้นตอนก่อนผ่าตัด แพทย์ต้องประเมินความพร้อมและให้ข้อมูลการปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องให้จิตแพทย์ประเมินทุกคน ยกเว้นรายที่ศัลยแพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงด้านจิตเวชสูงโดยวิธีการผ่าตัดที่นิยมมี 2 แบบ
1. ที่นิยมที่สุดในปัจจุบัน คือ ตัดกระเพาะออกประมาณ 80% ทำให้ทานได้น้อยลงและลดฮอร์โมนที่กระตุ้นความหิว (Ghrelin) โดยไม่ต้องทานยาไปตลอดชีวิต
2. นำลำไส้เล็กมาต่อกับกระเพาะส่วนต้น ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ดี 40-50% แต่ต้องทานวิตามินและยาเสริม (ธาตุเหล็ก, B12) ไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระเพาะส่งผลต่ออารมณ์ได้จริง เพราะสารอาหารบางอย่างที่ขาดไปเป็นตัวตั้งต้นของฮอร์โมนในร่างกาย แต่การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากคนไข้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจนจะเป็นผลดีมากกว่าปล่อยให้เป็นโรคอ้วน เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า