

KEY
POINTS
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้แจ้งว่า เรื่อง “ไทยพบผู้ป่วย “โรคไข้นกแก้ว” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันเป็น “ข่าวจริง” ปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) จำนวน 1 ราย เมื่อปลายปี 2568 มีโรคประจำตัวและมีประวัติเลี้ยงนกในพื้นที่อากาศไม่ถ่ายเท โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกันขณะทำความสะอาดกรง ปัจจุบันได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว
โรคไข้นกแก้วเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งพบในนกและสัตว์ปีกหลายชนิด เช่น
คนสามารถติดเชื้อจากการสูดดมละอองเชื้อจากมูลแห้ง ขน หรือสารคัดหลั่งของนก กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ และผู้ให้อาหารนก
เชื้อก่อโรคไข้นกแก้วมีระยะฟักตัว 5-14 วัน ซึ่งอาการของผู้ป่วยโดยทั่วไปจะคล้ายกับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่น ๆ โดยอาการมักไม่รุนแรงหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย อาการที่พบบ่อยได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อและไอแห้ง
นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจพบอาการรุนแรงหรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อบุหัวใจและลิ้นหัวใจอักเสบ ตับอักเสบและการติดเชื้อในระบบประสาทรวมถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด อย่างไรก็ตามอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้มีน้อยมาก (น้อยกว่าร้อยละ 1)
เนื่องจากอาการของผู้ป่วยโรคนี้คล้ายกับอาการของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่น ๆ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงอาศัยอาการแสดงทางคลินิกร่วมกับประวัติเสี่ยงหรือประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับนก ที่เลี้ยงหรือสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้อาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อ เช่น การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อจากเลือด การเพาะเชื้อ การตรวจหาสารพันธุกรรมหรือชิ้นส่วนโปรตีน (แอนติเจน) ของเชื้อจากตัวอย่างที่เก็บจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยเช่น เสมหะ รวมถึงตัวอย่างตรวจที่เก็บจากคอหอยส่วนจมูก (nasopharynx) หรือคอหอยหลังช่องปาก (oropharynx)
โรคนี้รักษาได้โดยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม macrolides หรือ tetracyclines รวมถึงการรักษาตามอาการที่พบในผู้ป่วย นอกจากนี้การได้รับยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรงได้ อย่างไรก็ตามผู้ที่หายจากโรคนี้มีโอกาสติดเชื้อหรือเป็นโรคนี้ซ้ำอีกครั้งได้
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้นกแก้ว แต่มีวิธีการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสนกรวมถึงสัตว์ปีกที่ป่วย หากต้องปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดกับนกและสัตว์ปีก ควรสวมเสื้อผ้าและเครื่องป้องกันให้มิดชิดรวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยและสวมถุงมือให้เหมาะสม ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งภายหลังการปฏิบัติงานหรือสัมผัสใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก รวมถึงหมั่นคอยสังเกตอาการของตนเองและสัตว์อยู่เสมอ นอกจากนี้ถ้ามีอาการสงสัยว่าจะติดเชื้อดังกล่าว เช่น มีไข้และอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับมีประวัติในการสัมผัสนกหรือสัตว์ปีก ควรรีบพบแพทย์ทันที.
ที่มา: