thansettakij
สธ. กางแผนรับมือ ไวรัสนิปาห์ คัดกรองนักเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง 3 สนามบิน

สธ. กางแผนรับมือ ไวรัสนิปาห์ คัดกรองนักเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง 3 สนามบิน

26 ม.ค. 2569 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ม.ค. 2569 | 06:36 น.

สาธารณสุข เผย ไวรัสนิปาห์ แพร่เชื้อยากกว่าโควิด 8 เท่าแต่หากติดเชื้อเสี่ยงสมองอักเสบรุนแรง สั่งคัดกรองเข้มกลุ่มเดินทางจากเวสต์เบงกอลประเทศอินเดีย พร้อมติดตามอาการ 21 วัน มั่นใจระบบเฝ้าระวังของไทย

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุขยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและรับมือเชื้อไวรัสนิปาห์ แม้ไทยจะยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วย
  • เริ่มคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากพื้นที่ระบาด เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ณ สนามบินหลัก 3 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต
  • ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงจะถูกวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ หากพบผู้ต้องสงสัยจะถูกแยกกักและส่งตรวจหาเชื้อทันที

26 มกราคม 2569 นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์หญิงทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) โดย นพ.โสภณ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังคงถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งปัจจุบันสถานะในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยมาก่อน

สถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศบังกลาเทศและเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ห่างไกลจากไทยแต่ต้องเฝ้าระวังเพราะมีการเดินทางเข้ามาผ่านเที่ยวบินตรงซึ่งมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ได้เริ่มคัดกรองผู้เดินทางแบบจำกัดเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงมาจากพื้นที่ระบาดตั้งแต่วันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา หากพบผู้เดินทางที่มีอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจทันที

ที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจแล้วแต่ผลยังไม่พบเชื้อไวรัสนิปาห์ นอกจากนี้ ผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงจะต้องกรอกเอกสารตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ และหากมีอาการป่วยภายใน 21 วันที่อยู่ในไทย จะต้องติดต่อสายด่วน 1422 ทันที

ด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า มีมาตรการหลักโดยยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ ประกอบด้วย 1.การเสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวังโดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ 

สำหรับผู้ที่เดินทางมาจาก เวสเบงกอล จะมีการกรอกเอกสารสถานะสุขภาพ (ต 8) ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ ผ่านการคัดกรอง ณ จุดเข้าเมืองหลัก คือ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ หากพบผู้ป่วยสงสัยจะทำการแยกกักและส่งต่อรพ.รัฐที่กำหนด 

สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจนครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวังสอบสวนโรคและแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางสัมผัสเสี่ยง เป็นต้น 

นพ.โสภณ เน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือทุกด้านและยังไม่มีรายงานผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในประเทศไทยแต่ต้องติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดพบว่า ยังอยู่ในระดับที่พื้นที่เกิดเหตุสามารถควบคุมพื้นที่ระบาดได้ ไม่มีสัญญาณที่สะท้อนว่า ระบาดต่อเนื่องในพื้นที่ชุมชนหรือข้ามประเทศที่อยู่ใกล้

สำหรับประเทศไทยแม้อยู่ไกลแต่มีเที่ยวบินเดินทางบินตรง จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยของผู้เดินทางเข้ามา หลังจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์จะมีการประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวเช่นกันแต่ระดับความหนาแน่นของเชื้อในค้างคาวน้อยกว่าในประเทศที่มีการระบาดเป็นระยะ ๆ ซึ่งประเทศไทยมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องแต่ยังไม่พบปัญหาใด ๆ โดยใช้หน่วยงานที่ดูแลสุขภาพสัตว์ในการดูแล เช่น ไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีการพบเชื้อนี้ในค้างคาวและมีระบบความปลอดภัยในการเลี้ยง เป็นต้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า จะไม่มีการถ่ายทอดเชื้อจากค้างคาวมาสู่สุกรหรือมายังคน

"สำหรับในประเทศไทยก็ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ นอกจากนี้ได้มีการนำข้อมูลผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลังไปตรวจก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์เช่นเดียวกันโดยเชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์บังคลาเทศ" นพ.โสภณกล่าว 

พญ.จุไร นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมโดยเน้นย้ำว่า การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่งซึ่งต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาก เช่น คนในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยซึ่งความสามารถในการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์ยังต่ำกว่า 1 หากเทียบกับโควิดในตอนนี้ที่อยู่ที่ 8 กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 1 คนจะแพร่เชื้อต่อไปได้ไม่ถึง 1 คน โอกาสกระจายไปสู่คนอื่นน้อยมาก 

อย่างไรก็ดี ไวรัสนี้มีเรื่องการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ซึ่งต้องรอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า มีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์หรือไม่ ที่น่ากังวลเมื่อมีการติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการเฝ้าระวัง พบว่า ค้างคาวแม่ไก่ในไทยมีการตรวจเจอเชื้อไวรัสนิปาห์แต่มีสัดส่วนน้อยเพียงประมาณ 10 % เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึง 40- 50 % และจากงานวิจัยในไทยยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกรหรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อโดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวสูงสุดในช่วงปีจะเป็นช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม

คำแนะนำสำหรับประชาชน

เน้นย้ำเรื่องอาหารที่ต้องสะอาด ไม่เก็บผลไม้ที่หล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทาน

การดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาวเพื่อป้องกันสิ่งปฏิกูลตกลงไปในคอกสัตว์เลี้ยง และห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงสุกร

กรณีพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที ไม่สัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึม สับสน ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสและความเสี่ยงที่เกิดขึ้น 

สธ. กางแผนรับมือ ไวรัสนิปาห์ คัดกรองนักเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง 3 สนามบิน