
GFC ปั้นสาขาพระราม 9 รุกตลาดผู้มีบุตรยาก หนุนเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ
GFC ปักธงทำเลพระราม 9 เปิดสาขา 3 รุกตลาดผู้มีบุตรยากแบบครบวงจร พร้อมประกาศลุยธุรกิจ “ฝากไข่” ดันปี 2568 ปั้นรายได้โต 15-20% ชี้ภาครัฐควรสนับหนุนเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ
ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินแนวโน้มธุรกิจบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในปี 2568 ว่า ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโต 6.2 % จากปี 2567 โดยมีมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านบาท ตามความต้องการใช้บริการที่ยังเพิ่มขึ้นจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สอดคล้องไปกับเทรนด์ของโลก โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดของผู้รับบริการชาวไทย คาดว่าจะขยายตัว 5.0 % จากค่านิยมมีบุตรช้าลง จากปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ที่มีความซับซ้อน
ทำให้ต้องพึ่งพาวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าตลาดผู้รับบริการชาวต่างชาติ คาดว่าจะขยายตัว 7.6 % โดยมีแรงหนุนจากราคาและคุณภาพบริการที่ยังโดดเด่น รวมถึงการขยายตลาดใหม่ของธุรกิจ
นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) "GFC" ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 GFC ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 15-20 % จากการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากทั้ง 3 สาขา ได้แก่ GFC Ubon, GFC Rama 3 และ GFC Rama 9 International ที่กำลังทยอยเปิดบริการเต็มอัตรา โดยทั้ง 3 สาขา จะให้บริการผู้เข้ารับการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยากครบวงจร
ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้น, การรักษาด้วยวิธี ICSI, การฝากไข่ และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน PGT-A รวมถึงชูนวัตกรรมการนำเอาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ PGT-A Plus มาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจความผิดปกติของพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองหาตัวอ่อนที่มีความสมบูรณ์ และเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ แต่ยังไม่ถึงขั้นไปจนถึงผ่าคลอดได้ ทุกสาขาจะร่วมขับเคลื่อนการสร้างรายได้สู่ New S-Curve ให้เติบโตอย่างยั่งยืนตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
ควบคู่กับแผนการขยายฐานกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มลูกค้าจีน รวมถึงยังได้ศึกษาแผนการขยายตลาดเจาะกลุ่มลูกค้า CLMV ลูกค้าอินเดีย รวมถึงลูกค้าตะวันออกกลาง ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากตลาดลูกค้ากลุ่มนี้นอกจากมีดีมานด์ที่สูงและมีกำลังทรัพย์ที่สูงในการเข้ามารับการรักษาด้วย
"GFC มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีมังกรที่ถือว่าเติบโตแบบก้าวกระโดด เราน่าจะเป็น 1 ใน 3 ของตลาดผู้มีบุตรยากในประเทศไทย ส่วนใหญ่ลูกค้าของเราจะเป็นกลุ่ม B+ เป็นต้นไป เป็นคนไทยในสัดส่วนมากถึง 95% ที่เหลือเป็นคนจีนส่วนใหญ่ และอยากเพิ่มสัดส่วนต่างชาติจะเพิ่มเป็น 10-15% ในอนาคต นอกจากนี้ยังมองตลาด LGBTQ ไว้ด้วยเพราะถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจมาก"
ทั้งนี้ ได้ผลักดันเทรนด์ฝากไข่สำหรับผู้หญิงยุคใหม่ด้วย เพื่อการมีลูกเมื่อพร้อมในอนาคต ซึ่งอายุไม่ควรจะเกิน 34-35 ปี และแนะนำว่าควรเก็บไข่ไว้ไม่เกิน 5-10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับร่างกายที่พร้อมจะตั้งครรภ์
นายกรพัส กล่าวว่า ในปี 2568 ยังมีการลงทุนเพิ่มในธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีก คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 2568 และตอนนี้มี Agency ต่างชาติประมาณ 4-5 ราย โดยเตรียมเซ็นสัญญากับ Agency เพิ่มสำหรับลูกค้าตะวันกลาง ส่วนแผนงานใน 3-5 ปีข้างหน้า จะพัฒนาสาขาที่มีอยู่ และมองการขยายตัวไปยังจังหวัดหัวเมืองเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกเยอะๆ เพียงเท่านั้น แต่ควรส่งเสริมกลุ่มที่มีศัยภาพและยากมีลูกด้วย เพราะโอกาสที่เด็กจะเกิดมาแล้วเป็นประชากรที่มีคุณภาพค่อนข้างสูง หลายคนยากมีลูกแต่เมื่อคิดคำนึงถึงค่าใช้จ่ายแล้วไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากเท่าที่ควรก็ตัดสินใจไม่มี อยากให้รัฐบาลส่งเสริมคนที่อยู่ในกลุ่มภาวะมีบุตรยากเพื่อเพิ่มการมีลูกให้มากขึ้น
นอกจากนนี้ เรื่องข้อกฏหมายก็เป็นประเด็นสำคัญและละเอียดอ่อน ในประเทศไทยยังติดข้อจำกัดทางกฏหมายหลายอย่างที่จะเป็นโอกาสในอนาคต เพราะในประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่มีดีมานด์การเข้ารับการรักษาผู้มีบุตรยากสูง ซึ่งธุรกิจสำหรับผู้มีบุตรยาก จะกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเมกะเทรนด์ของโลกที่น่าจับตาที่จะส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม







