
“ยศชนัน” วาง 3 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ Longevity Hub แห่งเอเชีย
“ยศชนัน” นั่งประธานบอร์ดเดินหน้าเศรษฐกิจสุขภาพ ชู 3 ยุทธศาสตร์ วางกรอบการพัฒนาประเทศสู่ “Scientific Wellness Economy” สร้างมูลค่าแตะ 3.5 ล้านล้านบาท มุ่งสู่ Longevity Hub แห่งเอเชีย
KEY
POINTS
- ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ วางกรอบ "Scientific Wellness Economy" เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Longevity Hub of Asia ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2575
- ขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) สุขภาพเชิงป้องกัน 2) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ 3) วิทยาศาสตร์สุขภาพ
- เน้นการบูรณาการระหว่างกระทรวงเพื่อพัฒนาบริการ เช่น แพ็กเกจตรวจสุขภาพ, การเชื่อมโยงโรงแรมกับโรงพยาบาล และการส่งเสริมการวิจัยเทคโนโลยีสุขภาพขั้นสูง
- มีการหารือเพื่อปรับปรุงกฎหมายและลดขั้นตอนการขออนุญาตทดลองทางคลินิก เพื่อปลดล็อกอุปสรรคและเร่งนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาด
4 พฤศจิกายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ที่ประชุมมุ่งเน้นการบูรณาการกลไกการทำงานของแต่ละกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ให้เติบโตควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
3 กลุ่มภารกิจดันไทยสู่ Longevity Hub of Asia
โดยวางกรอบการพัฒนาประเทศสู่ “Scientific Wellness Economy” ที่นำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575 พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น Longevity Hub of Asia ผ่าน 3 กลุ่มภารกิจ ได้แก่
1. สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยมีแนวทางพัฒนาแพ็กเกจตรวจสุขภาพมาตรฐาน 4 แผนตามช่วงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น
2. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ครอบคลุมการบริหารจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงสาธารณสุข มุ่งเชื่อมโยงโรงแรมกับโรงพยาบาล พัฒนาโรงแรมให้เป็นสถานที่ฟื้นฟูสุขภาพ และสร้างเครือข่ายเมืองฟื้นฟูสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
3. วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Scientific Wellness) มุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึกและการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพ อาทิ การทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับยา การใช้สัตว์ทดลองเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ เช่น การปลูกถ่ายไต รวมถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลการทดสอบทางคลินิกจากภาครัฐ ภาคเอกชน และโรงพยาบาล โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อว. และโรงพยาบาลต่าง ๆ ร่วมดำเนินการ
เดินหน้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ Wellness Economy ใน 1-2 ปี
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงการแก้ปัญหาข้อกฎหมาย โดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความซับซ้อนในขั้นตอนการขออนุญาตทดลองทางคลินิกที่ภาคเอกชนมองว่ายังยุ่งยาก
ทั้งนี้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ได้เสนอแนวคิด "Brain Initiative" ที่ดึงเอาวัฒนธรรมและผัสสะ เช่น กลิ่นและเสียง มาเป็นจุดเด่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย อีกทั้งยังเห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบด้านการวิจัยในมนุษย์ ATMPs และสมุนไพร โดยสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกคอขวดจากงานวิจัยสู่ตลาด
โดยเป้าหมายมูลค่าทางเศรษฐกิจของ Wellness Economy ในอีก 1-2 ปีข้างหน้านั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลขงบประมาณและการลงทุนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และงานวิจัย รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพและภาคเอกชนที่ยังขาดข้อมูลอยู่ โดยกระทรวงการคลังได้เข้ามาร่วมดูตัวเลขเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการแต่ละท่านจะนำโจทย์กลับไปจัดทำแผน และคาดว่าจะได้เห็นแผนงานที่ปรับปรุงอย่างชัดเจนภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า
สำหรับการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย (Wellness Economy) ครั้งที่ 1/2569 มี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง






