thansettakij
thansettakij
สธ.เร่งรับสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุไทยพุ่ง 20 ล้านคน ชูแผน 5 ปีเชื่อมสุขภาพ-สวัสดิการ

สธ.เร่งรับสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุไทยพุ่ง 20 ล้านคน ชูแผน 5 ปีเชื่อมสุขภาพ-สวัสดิการ

20 ต.ค. 69 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ต.ค. 69 | 09:21 น.

สธ.ชี้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแล้วราว 14 ล้านคน คาดเพิ่มเกิน 20 ล้านคนในไม่กี่ปี เร่งแผน 5 ปีบูรณาการระบบสุขภาพ-สวัสดิการ พัฒนาบุคลากรดูแลระยะยาว มุ่งให้คนไทยอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพดี และพึ่งพาตัวเองได้

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข เร่งรับมือสังคมสูงวัย หลังคาดการณ์จำนวนผู้สูงอายุไทยจะเพิ่มขึ้นเกิน 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรในอนาคต
  • ชูแผนปฏิบัติการ 5 ปี บูรณาการบริการสุขภาพปฐมภูมิเข้ากับระบบสวัสดิการของภาครัฐและเอกชน
  • เน้นการคัดกรองความเสี่ยงในผู้สูงอายุเชิงรุกตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันภาวะพึ่งพิงหรือติดเตียง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยค้นหาและติดตาม
  • ตั้งเป้าหมายให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีสุขภาพดี มีรายได้ และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในชุมชนของตนเอง

กระทรวงสาธารณสุขเร่งออกแบบระบบรองรับสังคมสูงวัย หลังไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้ว 14 ล้านคน คาดเพิ่มเกิน 20 ล้านคนในอีกไม่กี่ปี หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากร เดินหน้าแผน 5 ปี บูรณาการบริการสุขภาพและสวัสดิการ คัดกรองความเสี่ยงเชิงรุก พัฒนากำลังคนดูแลระยะยาว ชูเป้าหมายผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้ และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สธ.เร่งรับสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุไทยพุ่ง

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยในงาน Nation Forum 2027 เวที THE 100 YEAR LIFE ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการเตรียมระบบสุขภาพและสวัสดิการให้รองรับประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 20 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด

 

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องปรับแนวทางดูแลผู้สูงอายุ จากการมุ่งรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การป้องกันก่อนสูญเสียสมรรถภาพ ตลอดจนบูรณาการบริการสุขภาพ สวัสดิการ และการดูแลในระดับครอบครัวและชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและลดการพึ่งพาผู้อื่นในระยะยาว

ชู 3 เสาหลัก ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี มั่นคง และมีศักดิ์ศรี

นพ.เอกชัย กล่าวว่า จากการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน Healthy Longevity and Ageing ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีธนาคารโลก (World Bank) และหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่นร่วมจัด โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศที่ได้รับเชิญ พบว่าหลายประเทศมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมสูงวัยที่ไม่ใช่เพียงทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กัน

แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ การมีสุขภาพดี (Healthy) การมีความมั่นคงในชีวิต (Prosperous) และการมีศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิต (Dignified) สำหรับด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุควรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ติดบ้านหรือติดเตียง มีสุขภาพจิตที่ดี และรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้นานที่สุด

ขณะที่ด้านความมั่นคง ต้องมีรายได้และเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมอย่างเหมาะสม แม้พ้นวัยทำงานแล้วก็ควรมีโอกาสทำงานตามความสามารถและความสมัครใจ โดยมีนโยบายภาครัฐสนับสนุน ส่วนด้านศักดิ์ศรี คือการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตตามความต้องการในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคย สามารถมีส่วนร่วมกับสังคม และรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า

“ไม่มีใครอยากมีอายุถึง 100 ปีแล้วต้องนอนติดเตียงและพึ่งพาคนอื่น สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการคือการมีอายุยืนพร้อมสุขภาพที่ดี ยังเดินได้ เข้าสังคมได้ มีรายได้ และอยู่ในบ้านหรือชุมชนของตัวเอง”

เปิดโมเดลญี่ปุ่น ป้องกันติดบ้านติดเตียง ลดภาระดูแลระยะยาว

นพ.เอกชัย กล่าวถึงตัวอย่างการบริหารจัดการสังคมสูงวัยในประเทศญี่ปุ่น โดยยกกรณีเมืองมินามิโบโซ จังหวัดชิบะ ซึ่งมีประชากรลดลงจากประมาณ 50,000 คน เหลือ 25,000 คนในช่วง 10 ปี และประชากรราวครึ่งหนึ่งมีอายุ 65 ปีขึ้นไป สะท้อนผลกระทบจากการเกิดน้อยและการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างชุมชน เมืองดังกล่าวให้ความสำคัญกับการค้นหาผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและการหกล้ม ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง ก่อนเข้าสู่ภาวะติดบ้านหรือติดเตียง

 

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 

ผู้สูงอายุที่เริ่มมีความเสี่ยง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงหกล้ม หรือมีสัญญาณความสามารถทางสมองลดลง จะได้รับการดูแลและฟื้นฟูผ่านโปรแกรมระยะเวลา 3 เดือน โดยอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรหลายวิชาชีพในพื้นที่ หากยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงพิจารณาการดูแลในรูปแบบอื่นตามความจำเป็น

แนวทางสำคัญคือการให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านของตนเองให้นานที่สุด โดยมีผู้ดูแลหรือ Caregiver เข้าไปช่วยเหลือถึงบ้าน แทนการพึ่งพาสถานดูแลผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ซึ่งญี่ปุ่นกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านจำนวนสถานดูแลและงบประมาณสำหรับการดูแลระยะยาว

นพ.เอกชัย ระบุว่า ประเทศไทยมีการพัฒนานักบริบาลและผู้จัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) มาแล้วประมาณ 12 ปี โดยนำแนวคิดจากต่างประเทศมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทไทย แต่ยังมีโจทย์ในการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ มากขึ้น

เปิดแผน 5 ปี เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน คัดกรองผู้สูงอายุเชิงรุก

สำหรับทิศทางประเทศไทย นพ.เอกชัย กล่าวว่า ภายหลังการประชุมร่วมกับนานาประเทศ ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี โดยมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การบูรณาการบริการสุขภาพปฐมภูมิกับระบบสวัสดิการของภาครัฐและเอกชน และการพัฒนากำลังคนสำหรับดูแลผู้สูงอายุระยะยาวให้เพียงพอ

ด้านการบูรณาการบริการ จะเน้นคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ประเมินสมรรถภาพร่างกาย จัดทำแผนดูแลรายบุคคล และติดตามผลผ่านระบบดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถค้นหาผู้สูงอายุที่ตกหล่นจากระบบบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โจทย์สำคัญคือผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง หรืออยู่กันเพียงสองคนในวัยชรา ซึ่งอาจเข้าไม่ถึงบริการได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีปัญหาสุขภาพแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบดูแลอย่างเป็นทางการ

“เราจะต้องป้องกันก่อนสูญเสียสมรรถนะ ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุแก่ช้าลง และเข้าถึงบริการได้ตั้งแต่เริ่มมีความเสี่ยง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาจนติดบ้านหรือติดเตียงแล้วจึงเข้าไปดูแล”

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมีแนวทางนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ค้นหาผู้สูงอายุที่ตกสำรวจและสนับสนุนการติดตามดูแล ขณะที่นโยบาย Health Rider ซึ่งช่วยจัดส่งยาไปถึงบ้าน เป็นอีกหนึ่งแนวทางลดภาระการเดินทางของผู้สูงอายุที่ไม่จำเป็นต้องมารับยาที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้สูงอายุไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการ การสร้างรายได้ และการส่งเสริมการออม โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบครอบครัวเปลี่ยนไปและมีครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ทำให้การดูแลโดยสมาชิกในครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เร่งผลิตกำลังคนดูแลผู้สูงอายุ รับดีมานด์ระยะยาว

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการพัฒนาบุคลากรดูแลผู้สูงอายุให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต โดยไทยมีต้นทุนจากระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งสามารถต่อยอดการทำงานร่วมกับนักบริบาล บุคลากรทางการแพทย์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชน

นพ.เอกชัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง และเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่นานาประเทศให้ความสนใจ แต่การขยายระบบดูแลระยะยาวยังต้องอาศัยการพัฒนากำลังคน การจัดระบบการทำงาน และการประสานบริการระหว่างหน่วยงาน

ตัวอย่างจากญี่ปุ่นยังสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อประชากรวัยทำงานลดลง การจัดหาบุคลากรดูแลผู้สูงอายุจะเป็นความท้าทายมากขึ้น โดยญี่ปุ่นต้องเปิดรับแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศไทยควรเร่งวางแผนพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต ทั้งนี้ การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วน ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

เผย 8 ปัจจัยผู้สูงอายุอายุเกิน 100 ปี เน้นดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยทำงาน

นพ.เอกชัย ยังถ่ายทอดข้อมูลจากการศึกษาผู้สูงอายุอายุ 100 ปีขึ้นไปในญี่ปุ่น ซึ่งพบลักษณะร่วมหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิต ได้แก่

1. รับประทานโปรตีนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะปลาและอาหารที่มีสารอาหารจำเป็น

2. ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อให้ยังสามารถเคี้ยวอาหารได้ดี

3. นอนหลับอย่างมีคุณภาพและรักษากิจวัตรการพักผ่อนให้สม่ำเสมอ

4. มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น เดินและทำกิจกรรมตามวิถีชีวิต

5. ดูแลสุขภาพสายตาและเข้าถึงการรักษาเมื่อมีปัญหา

6. ป้องกันการหกล้มและกระดูกหัก เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการเดิน

7. ไม่สูบบุหรี่

8. มีครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเครือข่ายทางสังคมที่ดี ช่วยให้ยังมีปฏิสัมพันธ์และมีแรงจูงใจในการใช้ชีวิต

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การมีอายุยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริโภคอาหารราคาแพง การใช้อาหารเสริม หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต“Longer life should mean better life” หรือการมีอายุยืนต้องหมายถึงการมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

นพ.เอกชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลสุขภาพควรเริ่มตั้งแต่วัยทำงาน ผ่านการสะสมพฤติกรรมที่ดีในแต่ละวัน และแม้จะเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มปรับเปลี่ยน เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด