
เอกชนชี้ Health Economy เครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก
Emetworks และ MedPark ชี้ Health Economy เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” คือการเข้าถึง Longevity การพัฒนา HealthTech การแข่งขันในตลาดโลก
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ซึ่งครอบคลุมการแพทย์ สุขภาพ และสุขภาวะ (Wellness) ถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย โดยมีจุดแข็งด้านบริการ (Service Mind) และฐานะการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub)
- เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HealthTech) และการมีอายุยืน (Longevity) กำลังเติบโตและเข้าถึงง่ายขึ้น สร้างโอกาสในการดูแลเชิงป้องกัน (Preventative Care) และสามารถขยายสู่ตลาดโลกได้
- อุปสรรคสำคัญคือความล่าช้าของกฎระเบียบและการอนุมัติจากภาครัฐ จึงมีข้อเสนอให้เร่งกระบวนการอนุมัติ สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อลดการนำเข้าและป้องกันภาวะสมองไหล
“Health Economy” ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย ในงาน Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap หัวข้อ “Panel Discussion | Health Economy เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ได้พูดถึงโอกาสของ Health Economy การเข้าถึง Longevity การพัฒนา HealthTech การแข่งขันในตลาดโลก ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ และแนวทางที่ไทยต้องเร่งดำเนินการภายใน 1 ปี
Longevity ต้องเข้าถึงได้ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม
นายอรุณเทพ แสงวารีทิพย์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Emetworks กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันคำว่า Longevity เป็นไปได้สำหรับทุกคน โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ช่วยลดต้นทุนและสร้างการเข้าถึง ได้แก่ 1. ต้นทุนฮาร์ดแวร์ (Hardware Cost) จากเดิมที่อุปกรณ์สุขภาพมีราคาสูงและจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีแบรนด์สุขภาพราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ซึ่งคุณภาพไม่ได้แตกต่างกันมาก
2. ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน (Health Data & Infrastructure) การส่งต่อข้อมูลทางการแพทย์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสื่อสารของประเทศพัฒนาขึ้นมหาศาล และ 3. ภาคบริการและการฝึกอบรม (Service & Caregiver) ซึ่งไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดอาชีพผู้บริบาล หรือ Caregiver รวมถึงญาติที่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน และสามารถรับงานเสริมได้ ช่วยเพิ่ม Supply ในระบบและทำให้ราคาบริการจับต้องได้
โจทย์ผู้สูงอายุคือ Preventative Care
นายอรุณเทพ กล่าวว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวที่สูญเสียผู้ใหญ่ในครอบครัว จากอุบัติเหตุการล้มและโรคอัลไซเมอร์ มองว่าในปี 2030 ประชากร 1 ใน 6 จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งสร้างความกังวลให้คนทำงานว่าผู้สูงอายุที่อยู่บ้านจะปลอดภัยหรือไม่ Emetworks จึงพัฒนาระบบ IoT และ AI Sensors กว่า 2,000 ตัว ร่วมกับโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ เพื่อตรวจจับสัญญาณเตือนก่อนเกิดโรคร้ายแรง เช่น สภาวะหัวใจวาย หรืออุบัติเหตุ เพื่อเปลี่ยนจากการรักษาเป็นการป้องกัน (Preventative Care)
ระบบ AI & IoT Devices จะประกอบด้วย อุปกรณ์ตรวจจับการล้มแบบไร้สาย, Smart Watch, ปุ่มกดแจ้งเตือน และ Bluetooth Vital Sign Monitors สามารถตรวจจับความผิดปกติล่วงหน้า (Early Detection) และส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังลูกหลานและโรงพยาบาลทันที สามารถใช้ได้กับทุกวัย เชื่อมต่อร่วมกับ Smart Watch ทั่วไปในตลาดได้ แต่เน้นย้ำว่า AI ไม่ได้มาแทนที่แพทย์ แค่ทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้ ตลาดที่เติบโตดีที่สุดของ Emetworks คือจีนและญี่ปุ่น โดยตลาดจีนต้องการสินค้าสุขภาพต่างชาติอย่างน้อย 5% เป็นเค้กก้อนใหญ่มาก และคนจีนยังขาดความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรม/Workflow การดูแลคนดังนั้น ทางรอดของไทยคือการจับมือร่วมทุน (JV) กับทุนจีนที่สุจริต เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และนำ Workflow แบบไทยมาคัสตอมไมซ์ร่วมกัน
ชู Commercialization พร้อม Fast Track อย.
สำหรับความยากในการนำงานวิจัยไปสู่การขายเชิงพาณิชย์ (Commercialization) จะเห็นว่านักวิจัยไทยเก่งทฤษฎีมาก แต่ขาดการเปลี่ยนงานวิจัยเป็นธุรกิจ โดยชื่นชม อย. ยุคปัจจุบันที่มีโครงการ Fast Track ช่วยลดเวลาอนุมัติจาก 3–7 ปี เหลือ 2–3 ปี นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งเรื่องความเร็วในการหาเคสทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) ซึ่งช่วยดึงดูดเงินลงทุนวิจัยจากต่างประเทศได้
“สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดภายใน 1 ปี อยากเสนอเรื่อง Investment Landscape โดยภาครัฐและนักลงทุนไทยต้องหันมาสนับสนุนการลงทุนในนวัตกรรม HealthTech และ Longevity อย่างจริงจัง มากกว่าแค่งานบริการนวดหรือความงาม รวมถึงต้องมีทีมประเมินเทคโนโลยีระดับชาติที่เข้าใจนวัตกรรม เพื่อป้องกันปัญหาภาวะสมองไหล (Brain Drain) ของบุคลากรไทยไปต่างประเทศ”
จุดแข็งไทยอยู่ที่ Service Mind และ Thai Style
ด้าน แพทย์หญิงจามรี เชื้อเพชระโสภณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรักษาการผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค (MedPark) กล่าวว่า การวางตำแหน่งประเทศไทยในการเป็น Medical Hub และ Longevity Hub มีความแตกต่างของ 3 คำสำคัญ คือ
- Medical (การแพทย์) คือ การรักษาเมื่อเจ็บป่วย
- Health (สุขภาพ) คือ การดูแลร่างกายไม่ให้ป่วย
- Wellness (สุขภาวะ) คือ ความสมบูรณ์ทั้งกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และการเงิน
ไทยมีฐานที่แข็งแกร่งด้าน Medical อยู่แล้ว โดยปีที่ผ่านมามีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษากว่า 3 ล้านคน ส่วน Wellness Economy มีขอบเขตกว้างมาก และไทยอยู่อันดับประมาณ 20 กว่าของโลกที่มีอัตราการเติบโตสูง มีโอกาสเติบโตอย่างแน่นอน
“จุดแข็งของไทยคือ Service Mind (Trust) และ Thai Style แต่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงต้องลดการนำเข้า เพราะจากผลการศึกษาพบว่า แม้ Medical Hub จะทำรายได้สูง แต่เงินส่วนใหญ่ต้องจ่ายออกไปกับการนำเข้ายา สารเคมี และเครื่องมือแพทย์ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างนวัตกรรมในประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ”
HealthTech กระจายรายได้สู่ Community-Home-Global Care
แพทย์หญิงจามรี กล่าวว่า ในรายได้ Medical Tourism มักกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ HealthTech จะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ Community Care, Home Care และ Global Care แต่อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ Regulatory Speed หรือความเร็วของกฎหมายและ อย.
“มาตรฐานสากลของไทยดีอยู่แล้ว แต่ขั้นตอนอนุมัติใช้เวลานาน เช่น ยาตัวใหม่ในต่างประเทศอนุมัติในไม่กี่สัปดาห์ แต่ของไทยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3–6 เดือน ไทยจึงเป็นต้องเพิ่มความเร็วในการอนุมัติโดยไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัย”
ดังนั้น การจัดทำ Healthcare Data Standard และ AI Regulation ยังขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน หากมี Data ที่ดี จะช่วยเชื่อมโยงผู้ป่วยต่างชาติให้กลายเป็นความสัมพันธ์แบบยั่งยืนได้แม้อยู่ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม อยากเสนอให้จัดทำ Sandbox ในพื้นที่นำร่อง เช่น ภูเก็ต ซึ่งได้อันดับ 1 ด้าน Wellness Tourism Destination เพื่อทดลองผ่อนคลายกฎระเบียบ เพิ่มสปีดการอนุมัติ และสร้างโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการลงทุน ทำให้ Health Economy ของไทยยกระดับขึ้นสู่เวทีโลกได้อย่างแท้จริง







