thansettakij
thansettakij
‘ม.มหิดล’ เดินหน้าผลิต ‘นักกายภาพบำบัด’ รุ่นใหม่ ป้อนชุมชน

‘ม.มหิดล’ เดินหน้าผลิต ‘นักกายภาพบำบัด’ รุ่นใหม่ ป้อนชุมชน

20 ก.ย. 69 | 02:56 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ย. 69 | 02:57 น.

“มหิดล” ชูโมเดลการเรียนรู้ผ่านการลงพื้นที่จริง เร่งสร้างนักกายภาพบำบัดรุ่นใหม่ที่มีทักษะทางคลินิกควบคู่กับความเข้าใจบริบทสังคม ยกระดับสุขภาวะชุมชน

KEY

POINTS

  • ม.มหิดล เร่งผลิตนักกายภาพบำบัดรุ่นใหม่ผ่านโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน
  • เน้นการฝึกปฏิบัติงานนอกห้องเรียนและการลงพื้นที่ชุมชน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
  • ส่งเสริมทักษะการสื่อสารและการรับฟัง เพื่อให้นักกายภาพบำบัดสามารถทำงานกับผู้ป่วยที่มีความเชื่อและวิถีชีวิตที่หลากหลาย
  • โมเดลกายภาพบำบัดชุมชนช่วยยกระดับสุขภาวะของคนในพื้นที่ ลดภาระผู้ป่วยติดเตียง และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุข

มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ต่อเนื่อง โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทฤษฎีในห้องเรียน แต่การฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียนถือเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอนาคตของวิชาชีพ ผ่านโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ พร้อมเร่งขับเคลื่อนงานกายภาพบำบัดชุมชน เพื่อให้เป็นแบบฝึกหัดสำคัญในการบ่มเพาะนักกายภาพบำบัดคุณภาพสู่สังคม

ฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียน บ่มเพาะบุคลากร

กระบวนการบ่มเพาะว่าที่บัณฑิตกายภาพบำบัดให้ก้าวสู่โลกแห่งการทำงานจริงได้อย่างมั่นคงนั้น เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนการสอนผ่านกระดานดำหรือตำราวิชาการ หากแต่เป็น "ชั่วโมงฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียน" ที่ทำหน้าที่ชี้ชะตาและกำหนดคุณภาพของวิชาชีพในอนาคต

กภ.ทวีศักดิ์ ปฐม หัวหน้างานกายภาพบำบัด โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้ก้าวเข้ามาเป็นบุคลากรต้นแบบในการถ่ายทอดทักษะและการปฏิบัติตนแก่ว่าที่นักกายภาพบำบัดวิชาชีพ ผ่านการทำงานทางคลินิกภายใน "ศูนย์การแพทย์มหิดลบำรุงรักษ์" ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้โครงสร้างการดำเนินงานของวิทยาเขตนครสวรรค์ ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่ดูแลสุขภาวะของชุมชนโดยรอบอย่างต่อเนื่อง

สื่อสาร-รับฟังหัวใจของ Clinical Instructor

การทำงานกายภาพบำบัดในระดับชุมชนต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาความเจ็บป่วยของประชาชนที่มีรากเหง้ามาจากความเชื่อและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น การทำงานในจุดนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคการสื่อสารที่เฉพาะเจาะจง

กภ.ทวีศักดิ์ ปฐม หัวหน้างานกายภาพบำบัด โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล

“กภ.ทวีศักดิ์” กล่าวว่า แนวทางการ "พร้อมรับฟัง" เป็นเครื่องมือหลัก ซึ่งหัวใจสำคัญของการรับฟังที่ดีคือการเปิดใจรับฟังโดยไม่ตัดสินความเชื่อเดิมของผู้ป่วย พร้อมทั้งใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนทัศนคติด้วยเหตุและผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป

กระบวนการดังกล่าวถูกจัดให้เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของการเป็นอาจารย์นิเทศก์ทางคลินิก (Clinical Instructor) ตามที่สภากายภาพบำบัดกำหนดไว้ เพื่อให้นักศึกษาฝึกงานได้ซึมซับทั้งศาสตร์ทางวิชาการและศิลปะในการสื่อสารกับผู้ป่วยจริง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนผ่านความเชื่อที่ไม่ถูกต้องไปสู่การดูแลสุขภาพที่ถูกหลักวิชาการโดยไม่สร้างความขัดแย้งกับวิถีชุมชน

สร้างพี่เลี้ยงต้นแบบและการสืบสานพระปณิธาน

ในแต่ละปี งานกายภาพบำบัด โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานด่านหน้าในการดูแลสุขภาวะและฟื้นฟูร่างกายให้กับผู้ป่วยทั้งที่เข้ามารับบริการในคลินิกและผู้ป่วยในชุมชนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยงต้นแบบ" ให้แก่ นักศึกษาฝึกงานกายภาพบำบัด ทั้งที่มาจากภายในมหาวิทยาลัยมหิดลและจากสถาบันการศึกษาภายนอก

กระบวนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัตินี้มุ่งหวังให้นักศึกษาบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพนักกายภาพบำบัดได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งยึดมั่นในความสุจริตและการมีจิตสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นการสืบสานพระปณิธานของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก "พระบิดาแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล" ที่มุ่งเน้นการใช้ความรู้ทางวิชาการเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ

ยกระดับสุขภาวะชุมชน

การชูโมเดลกายภาพบำบัดชุมชนของมหาวิทยาลัยมหิดล นอกเหนือจากการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาแล้ว ยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน การทำงานเชิงรุกผ่านการเยี่ยมบ้านและการให้บริการในชุมชนช่วยลดภาระการพึ่งพิงของผู้ป่วยติดเตียงให้สามารถกลับมาเป็นผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้ รวมทั้งส่งเสริมการป้องกันโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บจากการทำงานในกลุ่มแรงงานและผู้สูงอายุ

การผสมผสานงานบริการทางคลินิกเข้ากับการเรียนการสอนและการลงพื้นที่ชุมชนเช่นนี้ จึงถือเป็นแบบฝึกหัดสำคัญในการพิสูจน์บทบาทของนักกายภาพบำบัดยุคใหม่ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การรักษาอาการป่วยในโรงพยาบาล แต่ยังเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะที่แข็งแกร่งให้แก่ชุมชนและสังคมในภาพรวมอย่างยั่งยืน