
คนไทย ‘วัยทำงาน’ 50% ป่วยโรคอ้วน แพทย์แชร์สูตรลดน้ำหนักไม่เสียสุขภาพ
เผยสถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินพบ คนไทย ‘วัยทำงาน’ 50% ป่วยโรคอ้วน แพทย์แชร์วิธีลดน้ำหนักไม่ต้องอดอาหารจนเสียสุขภาพ
KEY
POINTS
- คนไทยวัยทำงานเกือบครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญกับภาวะโรคอ้วนและน้ำหนักเกิน ซึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งทำงานนาน การบริโภคอาหารไขมันสูง ความเครียด และการพักผ่อนน้อย
- แพทย์เตือนว่าการลดน้ำหนักอย่างหักโหมเพื่อหวังผลเร็วเป็นวิธีที่ผิด เสี่ยงให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) เพราะร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อแทนไขมัน ทำให้ระบบเผาผลาญแย่ลง
- แนวทางการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือการปรับพฤติกรรมการกิน โดยเน้นโปรตีนให้เพียงพอ เลี่ยงของหวานของทอด และออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ
สถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกำลังเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับโลก โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปี 2578 ทั่วโลกจะมีผู้เผชิญปัญหานี้สูงถึง 1.9 พันล้านคน ขณะที่ประเทศไทยพบคนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% โดยกลุ่มวัยทำงานถือเป็นประชากรหลักที่กำลังเผชิญปัญหานี้
จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) แสดงให้เห็นตัวเลขวิกฤตทางสุขภาพของคนไทยอย่างน่ากังวล โดยพบว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% และมีอาการอ้วนลงพุงสูงถึง 44.7% ซึ่งน่าสนใจว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนอ้วนในประเทศนั้นเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน
โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น พฤติกรรมส่วนใหญ่ที่คนกลุ่มนี้เลือกใช้คือการเร่งกินให้น้อยลงร่วมกับการออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อให้เห็นผลลัพธ์บนตัวเลขตาชั่งเร็วที่สุด ทว่าวิธีดังกล่าวกลับกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักล้มเหลวในระยะยาว
วัยทำงานเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายและลดยาก
พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้วิเคราะห์สาเหตุใกล้ตัวที่ทำให้กลุ่มคนวัยทำงานเกิดภาวะอ้วนได้ง่ายและลดยาก โดยระบุว่าเกิดจากหลายปัจจัยเกี่ยวเนื่องกัน เริ่มจากการเผาผลาญของร่างกายที่ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ประกอบกับลักษณะการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ในช่วงเวลาพักผ่อน วัยทำงานมักเลือกบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เนื่องจากความสะดวกและประหยัดเวลา ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็นจนสะสมกลายเป็นไขมันส่วนเกิน
นอกจากนี้ พฤติกรรมการอดอาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน แล้วหันไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในช่วงดึก ยังก่อให้เกิดภาวะหิวสะสมจนรับประทานอาหารเกินปริมาณโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังส่งผลให้ร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอต่อวันจนมวลกล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดลง
ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้แย่ลงไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความเครียดสูงและการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะอ้วนในกลุ่มคนวัยทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น
หยุดเสี่ยงต่อการเกิด Yoyo Effect
ประเด็นที่น่ากังวลคือภาวะ "อ้วนลงพุง" ซึ่งเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียวไม่อาจบอกได้ ผู้ที่น้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่เริ่มมีพุง มักละเลยความเสี่ยง เนื่องจากไขมันที่สะสมในช่องท้องและพอกตามอวัยวะภายในนั้นมีความอันตรายมากกว่าไขมันใต้ผิวหนังอย่างมาก การสะสมของไขมันในลักษณะนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคเบาหวาน
ภาวะไขมันพอกตับที่อาจลุกลามไปสู่โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ ขณะเดียวกันโรคอ้วนโดยรวมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ในส่วนของความเชื่อที่ว่า "ลดได้เร็วเท่ากับลดได้ดี" นั้น แพทย์ได้เตือนให้หยุดความคิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นแนวทางที่เสี่ยงต่อการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) การเร่งลดน้ำหนักอย่างหักโหมอาจเห็นผลลัพธ์ดียามเริ่มต้น แต่ในระยะยาว สิ่งที่สูญหายไปกลับไม่ใช่ไขมันส่วนเกิน แต่เป็นมวลกล้ามเนื้อ เมื่อมวลกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะปรับตัวเข้าสู่โหมดจำศีลเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ฮอร์โมนความหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น
ส่งผลให้ท้ายที่สุดเกิดการรับประทานอาหารมากกว่าเดิมจนน้ำหนักตัวเด้งกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิม นอกจากนี้ การลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปมารดียังส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น จนเกิดอาการผมร่วงและผิวแห้ง ซึ่งหากพบสัญญาณเตือน เช่น น้ำหนักลดแต่พุงไม่ลด อ่อนเพลียมาก ผมร่วง เหนื่อยง่าย หรือหน้าซีด ควรหยุดลดน้ำหนักด้วยตนเองและรีบพบแพทย์ทันที
สำหรับการรับมือปัญหานี้ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนสามารถเข้าปรึกษาแพทย์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการลดน้ำหนัก โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการผิดปกติ เพื่อตรวจคัดกรองว่ามีโรคซ่อนเร้นที่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายหรือไม่ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ พร้อมทั้งตรวจเช็กโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปในคราวเดียวกัน
โดยการดูแลในสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาลวิมุต จะเริ่มจากการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อประเมินสถานะอย่างแม่นยำ ก่อนวางแผนร่วมกับนักกำหนดอาหาร รวมถึงอาจมีการใช้ยารักษาในกลุ่มฮอร์โมนอิ่ม (GLP1RA และ dual GIP/GLP1RA) ซึ่งช่วยในการรักษาโรคอ้วนและป้องกันโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น การเลี่ยงของหวานและขนมระหว่างมื้อ การรับประทานโปรตีนให้เพียงพอประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การเลือกเมนูอาหารประเภทตุ๋น ต้ม ย่าง แทนของทอด
สำหรับการออกกำลังกาย ควรเน้นการทำคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละประมาณ 150 นาที ควบคู่กับการทำเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อในขณะที่ไขมันลดลง ส่วนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด สามารถเพิ่มการใช้พลังงานได้โดยการลุกยืนเดินสั้น ๆ ทุก 30 นาที การใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือการเดินให้เร็วขึ้นขณะไปรับประทานอาหาร
แพทย์เน้นย้ำว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การลดน้ำหนักให้เร็วที่สุด แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนซ้ำ โดยไม่ควรมองเพียงตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง แต่มุ่งเน้นไปที่การประเมินมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ รอบเอว และผลการตรวจเลือดควบคู่กัน เพื่อการมีสุขภาพที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว







