
สปสช. เปิดกระบวนการปั้นสิทธิประโยชน์บัตรทอง ก่อนชงบอร์ดใหญ่ตัดสินใจ
สปสช. เปิดกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ 'บัตรทอง 30 บาท' ย้ำทุกขั้นตอนผ่านการเสนอจากหลายภาคส่วน คัดเลือก จัดลำดับความสำคัญ ประเมินทั้งหลักฐานวิชาการ ความคุ้มค่า งบประมาณ ความพร้อมของระบบบริการ ก่อนเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตัดสินใจขั้นสุดท้าย
KEY
POINTS
- สปสช. กำหนดกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การรับข้อเสนอจาก 7 กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมิน จนถึงการตัดสินใจโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- การพิจารณาคัดเลือกสิทธิประโยชน์ใหม่ต้องผ่านการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) เพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่า ประสิทธิผล และผลกระทบด้านงบประมาณ
- มีช่องทางเร่งด่วน (Green Channel) สำหรับกรณีโรคระบาด ปัญหาสุขภาพฉุกเฉิน หรือเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้สามารถเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว
30 กรกฎาคม 2569 นพ.นิธิวัชร์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงการพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทองมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ควบคู่กับความยั่งยืนของระบบโดยการบรรจุบริการใหม่ต้องพิจารณาทั้งความจำเป็นด้านสุขภาพ หลักฐานทางวิชาการ ความคุ้มค่า งบประมาณ และความพร้อมของหน่วยบริการ พร้อมผ่านกระบวนการตั้งแต่การเสนอและคัดเลือกหัวข้อ การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ จนถึงการพิจารณาของคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นบริการที่จำเป็น มีหลักฐานรองรับ และประชาชนเข้าถึงได้จริง
สำหรับกระบวนการพัฒนาสิทธิประโยชน์ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1. การเสนอหัวข้อสิทธิประโยชน์ 2. การจำแนกข้อเสนอสิทธิประโยชน์ 3. การจัดกลุ่มข้อเสนอสิทธิประโยชน์ 4. การกำหนดแนวทางการศึกษา 5. กลไกและเกณฑ์ในการพิจารณาตัดสินใจ และ 6. การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
เปิดรับข้อเสนอผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7 กลุ่ม
ทั้งนี้ ในขั้นตอนการเสนอหัวข้อ สปสช. เปิดรับข้อเสนอจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ กลุ่มนักวิชาการด้านสาธารณสุข ภาคประชาสังคม กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วย ประชาชนทั่วไป ภาคอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ กลุ่มนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดรับหัวข้อปัญหาและเทคโนโลยีด้านสุขภาพปีละ 1 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม ผ่านเว็บไซต์ https://ucbp.nhso.go.th/ ยกเว้นกลุ่มภาคประชาสังคมฯ ที่สามารถเสนอผ่านเวทีรับฟังความเห็นประจำปี
นพ.นิธิวัชร์ กล่าวว่า ผู้เสนอหัวข้อจะต้องให้ข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนด โดยใช้กรอบ PICO เป็นองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ P: Population หรือประชากรกลุ่มเป้าหมาย I: Intervention หรือเทคโนโลยี/บริการสุขภาพที่เสนอ C: Comparator หรือแนวทางรักษาเดิมที่ใช้เปรียบเทียบ และ O: Outcome หรือผลลัพธ์ที่ต้องการ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การพิจารณาเป็นระบบและสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอแต่ละเรื่องได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ หัวข้อที่เสนอเข้าสู่กระบวนการจะถูกพิจารณาตามเกณฑ์หลายด้าน เช่น จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากโรคหรือปัญหาสุขภาพ ความรุนแรงของโรค ประสิทธิผลของเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อครัวเรือน รวมถึงประเด็นความเป็นธรรม สังคม และจริยธรรม
สำหรับหัวข้อที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ Health Technology Assessment: HTA โดยนักวิชาการหรือนักวิจัยจากหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร เช่น มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง การประเมินจะพิจารณาทั้งความปลอดภัย ประสิทธิผล ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ผลกระทบด้านงบประมาณ ต้นทุน และความเป็นไปได้ของระบบบริการ
รูปแบบการศึกษาสามารถดำเนินการได้หลายระดับ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อเสนอและความจำเป็นของข้อมูล เช่น การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพแบบเต็มรูปแบบ หรือ Full HTA การประเมินแบบรวดเร็ว หรือ Rapid HTA และการทบทวนวรรณกรรมแบบเร่งกระบวนการ หรือ Rapid Review โดยผลการศึกษาจะนำไปประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายของคณะทำงานและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เกณฑ์สำคัญในการพิจารณา
เมื่อมีข้อมูลประกอบครบถ้วน ข้อเสนอจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเบื้องต้น ก่อนเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา ได้แก่ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ตามต้นทุนต่อประสิทธิผล หรือ ICER แนวทางเวชปฏิบัติ ภาระงบประมาณของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ความเป็นไปได้และความพร้อมของระบบบริการ รวมถึงข้อพิจารณาด้านสังคมและจริยธรรม
นพ.นิธิวัชร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกระบวนการปกติแล้ว ยังมีช่องทางเร่งด่วน หรือ Green Channel สำหรับกรณีโรคระบาด โรคอุบัติใหม่ หรือปัญหาสุขภาพที่มีความเร่งด่วนรุนแรง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิผลดีกว่า หรือมีต้นทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีเดิม โดยจะใช้การศึกษาแบบรวดเร็ว เช่น Rapid Review หรือ Rapid Study เพื่อรวบรวมหลักฐานจำเป็น ทั้งด้านประสิทธิศักย์ ประสิทธิผล แนวทางเวชปฏิบัติ ความพร้อมของระบบบริการ ภาระงบประมาณ และข้อพิจารณาด้านจริยธรรม ก่อนเข้าสู่กลไกการตัดสินใจตามลำดับ
"การพัฒนาสิทธิประโยชน์เป็นกระบวนการที่ต้องหาสมดุลระหว่างความจำเป็นของประชาชน หลักฐานทางวิชาการ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพ การเปิดให้หลายภาคส่วนเสนอหัวข้อและมีการประเมินอย่างเป็นระบบ จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุดสิทธิประโยชน์บัตรทองพัฒนาต่อเนื่อง และตอบโจทย์สุขภาพของประชาชนมากที่สุด" รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว







