thansettakij
thansettakij
เครือข่ายคนพิการยื่น สปสช. อุด 3 ช่องว่าง 'สิทธิบัตรทอง'

เครือข่ายคนพิการยื่น สปสช. อุด 3 ช่องว่าง 'สิทธิบัตรทอง'

01 ก.ค. 69 | 05:45 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 10:52 น.

เครือข่ายคนพิการเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาสิทธิประโยชน์สุขภาพของคนพิการ กองทุนบัตรทองปี 69 มีช่องว่างเชิงระบบ เข้าไม่ถึงสิทธิ เสนอ 3 แนวทางแก้ปัญหา ลดความเหลื่อมล้ำ ให้เข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม 

KEY

POINTS

  • เสนอให้ทบทวนบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการให้ทันสมัย เพิ่มนวัตกรรมใหม่ และบูรณาการบัญชีจาก 3 กองทุนสุขภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • ยกระดับองค์กรคนพิการภาคประชาชนให้เป็นหน่วยบริการที่มีคุณภาพ โดยจัดสรรงบประมาณและระบบเบิกจ่ายที่เหมาะสม เพื่อให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างยั่งยืน
  • เรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองสิทธิคนพิการ (ท.74) ให้สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวและไม่ถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่าย

1 กรกฎาคม 2569 นางสาวอรุณวดี ลิ้มอังกูร ประธานฝ่ายการแพทย์ คณะอนุกรรมการฝ่ายการแพทย์ สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายคนพิการได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประจำปี 2569

เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับคนพิการ ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นจากคนพิการ องค์กรคนพิการในระดับพื้นที่ และหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนโดยองค์กรด้านคนพิการซึ่งพบว่า ยังมีข้อจำกัดและช่องว่างเชิงระบบหลายด้านที่กระทบต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และคุณภาพชีวิตของคนพิการ

ข้อเสนอนี้จัดทำร่วมกับเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ เครือข่ายหลักประกันสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่ และเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนฯ มีเป้าหมายเพื่อให้ระบบตอบสนองความจำเป็นของคนพิการได้รอบด้านมากขึ้น ทั้งการรักษา ฟื้นฟู และสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ รวมถึงคุ้มครองสิทธิในการเข้ารับบริการอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ทั้งนี้ สาระสำคัญของข้อเสนอมี 3 ประเด็นหลัก มีรายละเอียดดังนี้ ประเด็นแรก คือ ขอให้ สปสช. ทบทวนบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการอย่างเป็นระบบ โดยเพิ่มนวัตกรรมสมัยใหม่ ปรับปรุงคุณลักษณะ ข้อบ่งชี้ และราคาจ่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง รวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านอุปกรณ์และสื่อส่งเสริมพัฒนาการให้ครอบคลุมกลุ่มคนพิการทางออทิสติก สติปัญญา และการเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการบำบัด ฟื้นฟู ปรับพฤติกรรม และฝึกทักษะการสื่อสารทางเลือก

นางสาวอรุณวดี กล่าวว่า ในทางปฏิบัติพบว่าบัญชีรายการอุปกรณ์บางส่วนยังไม่ทันต่อเทคโนโลยีและความต้องการเฉพาะบุคคล เช่น รถนั่งคนพิการหรือวีลแชร์ที่ภาครัฐจัดสรรส่วนใหญ่ยังเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียว น้ำหนักมาก และอาจไม่เหมาะสมกับสรีระของผู้ใช้งานแต่ละราย ส่งผลให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลกดทับหรือปัญหาโครงสร้างร่างกายในระยะยาว

แนะ บูรณาการบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ 3 กองทุน

นอกจากนี้ขอให้บูรณาการบัญชีรายการอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการทั้ง 3 กองทุน ได้แก่ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพอุปกรณ์ รายการที่เบิกได้ เงื่อนไข ขั้นตอน และหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย โดยยึดหลักความจำเป็นและสภาวะความพิการเป็นสำคัญ

พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) เพื่อพัฒนาองค์กรคนพิการให้สามารถจัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมบำรุงอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ" ที่ได้มาตรฐานและครอบคลุมทุกจังหวัด

ประเด็นที่สอง คือ การยกระดับองค์กรด้านคนพิการภาคประชาชนให้เป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ภาคประชาชนที่มีคุณภาพและมาตรฐานอย่างยั่งยืนซึ่งองค์กรคนพิการมีจุดแข็งสำคัญ คือ ประสบการณ์ตรง เข้าใจข้อจำกัดในชีวิตจริงของคนพิการและสามารถพัฒนาคนพิการให้เป็นผู้ให้บริการได้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในปัจจุบันยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังคน งบประมาณ ต้นทุนแฝง ระบบข้อมูล การติดตามผล และการเชื่อมต่อกับหน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ 

ดังนั้น เสนอให้ สปสช. กำหนดระบบงบประมาณและการจ่ายค่าบริการที่เหมาะสมกับลักษณะบริการขององค์กรคนพิการ โดยแยกวงเงินเฉพาะสำหรับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ดำเนินการโดยหน่วยบริการมาตรา 3 ภาคประชาชน ใช้ระบบการเบิกจ่ายตามรายการบริการ (Fee Schedule) พร้อมกำหนดรายการบริการ อัตราค่าบริการ กลุ่มเป้าหมาย และระบบติดตามประเมินผลคุณภาพบริการให้ชัดเจน เพื่อให้ไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะโครงการระยะสั้นแต่สามารถพัฒนาเป็นบริการในระบบที่มีความต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และขยายผลได้จริง

พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ลดความซับซ้อนของระบบรายงาน การคีย์ข้อมูล และการเบิกจ่าย ให้เหมาะสมกับศักยภาพของหน่วยบริการภาคประชาชน พร้อมส่งเสริมการบูรณาการงบประมาณระดับพื้นที่ ทั้ง กปท. กองทุน Long Term Care กองทุนฟื้นฟูระดับจังหวัดและกองทุนอื่นๆ เพื่อสนับสนุนบริการฟื้นฟู การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคแก่คนพิการในชุมชนอย่างครอบคลุม

ส่วนประเด็นที่สาม ขอให้ สปสช.กำหนดมาตรการคุ้มครองคนพิการตามสิทธิ ท.74 ในการเข้ารับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ณ สถานพยาบาลของรัฐทุกแห่งได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ไม่ถูกปฏิเสธการรักษา และไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามประกาศของ สปสช. เนื่องจากมีข้อร้องเรียนว่า สถานพยาบาลของรัฐบางแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ โรงพยาบาลข้ามเขตพื้นที่ หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง ยังคงเรียกใบส่งตัวจากคนพิการ หากไม่มีเอกสารอาจถูกเรียกเก็บค่าบริการ หรือถูกให้กลับไปขอใบส่งตัวก่อนเข้ารับการรักษา

ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางแก่คนพิการและครอบครัว แต่ยังทำให้การรักษาล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง และอาจทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น จึงเสนอให้ สปสช. แจ้งเวียนและสื่อสารสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิคนพิการ ท.74 แก่หน่วยบริการทุกระดับ เพื่อให้ถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิกรณีนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของ สปสช. ระดับเขต เพื่อป้องกันไม่ให้คนพิการถูกปฏิเสธการรักษาหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น