thansettakij
thansettakij
มธ. เปิดต้นแบบระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา รับมือยุค Burnout Society

มธ. เปิดต้นแบบระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา รับมือยุค Burnout Society

09 มี.ค. 2569 | 07:03 น.
อัปเดตล่าสุด :09 มี.ค. 2569 | 07:08 น.

มธ. พัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษาแบบครบวงจร เผยผลสำรวจเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยพบ นิสิตนักศึกษาเผชิญหน้า “ความเครียด” 1 ใน 3 รู้สึกเศร้า พร้อมขยายบริการคำปรึกษา การรักษา และระบบประเมิน

KEY

POINTS

  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา ภายใต้ศูนย์ Thammasat Well Being Center เพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตและภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่
  • ระบบดังกล่าวให้บริการครบวงจรทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา บริการโดยจิตแพทย์ ระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) และแอปพลิเคชัน TU Wellness สำหรับประเมินตนเองเบื้องต้น
  • มธ. มุ่งสร้างความตระหนักและทำให้การเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติสำหรับนักศึกษา โดยเริ่มให้ข้อมูลตั้งแต่การปฐมนิเทศและส่งเสริมการประเมินสุขภาพจิตผ่านระบบของมหาวิทยาลัย

สภาวะความเครียดเรื้อรังจากการแข่งขันที่สูงขึ้นในสังคมปัจจุบัน กำลังส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้คนในวงกว้าง จนเกิดคำจำกัดความของยุคสมัยว่าเป็น “The Burnout Society” หรือยุคแห่งการหมดไฟ แรงกดดันจากการทำงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ภัยสงคราม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อชีวิตและความมั่นคงในอนาคตของคนรุ่นใหม่

ผลสำรวจของเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (Thai University Network for Health Promotion Network : TUN-HPN) เมื่อปี 2565 ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างนิสิตนักศึกษาจำนวน 9,050 คน พบว่า ประมาณ 40% ของนักศึกษามีความเครียดในระดับบ่อยครั้งหรือเครียดตลอดเวลา นอกจากนี้ยังพบว่าเกือบหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกเศร้า ขณะที่ 12% เคยทำร้ายตัวเอง และ 4% เคยมีความคิดฆ่าตัวตาย อีกทั้งยังพบว่าประมาณ 4.3% ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการทางจิตเวช

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายสถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับระบบการดูแลสุขภาพจิตของนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้พัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตภายใต้ศูนย์ Thammasat Well Being Center ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่บุคลากรและนักศึกษา

ผศ.บุรชัย อัศวทวีบุญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ การปรับตัวจากชีวิตนักเรียนสู่ชีวิตนักศึกษาที่ต้องรับผิดชอบตนเองมากขึ้น ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน และอาจารย์ รวมถึงความคาดหวังด้านการเรียนและการมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา

“นักศึกษาบางส่วนมีอาการของโรคทางอารมณ์หรือความวิตกกังวลที่ได้รับการรักษามาก่อนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ทำให้การปรับตัวในช่วงชีวิตใหม่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีกรณีนักศึกษาที่เริ่มแสดงอาการทางจิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรคจิตเภท โดยมักปรากฏอาการในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยทำงาน

มธ. เปิดต้นแบบระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา รับมือยุค Burnout Society

ระดับความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตในนักศึกษามีตั้งแต่ระดับที่สามารถปรับตัวหรือรับมือได้ด้วยตนเอง ไปจนถึงระดับที่ต้องการการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย”

จากข้อมูลการทำงานของศูนย์ให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ TU Well-Being : Counseling Center พบว่า ความเครียดของนักศึกษามักเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของภาคการศึกษา โดยเฉพาะช่วงสอบและช่วงประกาศผลคะแนน ซึ่งเป็นช่วงที่นักศึกษาหลายคนเผชิญกับความกดดันด้านผลการเรียน

ในขณะเดียวกัน นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ถือเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระบบการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยมศึกษา การย้ายที่อยู่ไปอยู่หอพัก การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ รวมถึงการวางแผนการเงินและการใช้ชีวิตด้วยตนเอง

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตของนักศึกษาอย่างจริงจัง โดยในช่วงปี 2568–2569 มหาวิทยาลัยได้กำหนดประเด็นการดูแลสุขภาพจิตเป็นหนึ่งใน Quick Big Win หรือวาระเร่งด่วนภายใต้การบริหารของ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มธ. เปิดต้นแบบระบบดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา รับมือยุค Burnout Society

ระบบดูแลสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยดำเนินงานโดยมีศูนย์ Thammasat Well Being Center เป็นแกนกลางในการให้บริการ ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก โดยครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษารายบุคคล การให้คำปรึกษาผ่าน Call Center การให้บริการโดยจิตแพทย์ การรักษาผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) ไปจนถึงการจ่ายยาร่วมกับโอสถโดมของคณะเภสัชศาสตร์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังพัฒนาแอปพลิเคชัน TU Wellness ที่เชื่อมต่อกับระบบ TU GREAT เพื่อให้นักศึกษาสามารถประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยตนเอง รวมถึงเป็นช่องทางในการเข้าถึงบริการคำปรึกษาและการช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินทางสุขภาพจิต

ปัจจุบันกระบวนการเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัยใช้เวลาประมาณครึ่งวัน และไม่เกิน 2 วันในกรณีทั่วไป ยกเว้นกรณีที่ผู้เข้ารับบริการต้องการนัดหมายตามเวลาที่สะดวก หากนักศึกษาจำเป็นต้องรับยา สามารถนำใบสั่งยาไปติดต่อรับยาที่โอสถโดมของคณะเภสัชศาสตร์ หรือในกรณีที่เป็นยานอกบัญชีก็สามารถรับบริการผ่านโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้

ในด้านกำลังคนที่ให้บริการด้านสุขภาพจิต มหาวิทยาลัยได้จัดระบบบุคลากรออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ บุคลากรของมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานจากโรงพยาบาล นักศึกษาฝึกงาน และผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่เข้ามาร่วมให้บริการเพิ่มเติม

สำหรับศูนย์รังสิตมีนักจิตวิทยา 1 คน นักแนะแนว 2 คน และจิตแพทย์พาร์ตไทม์ 3 คน ขณะที่ศูนย์ท่าพระจันทร์มีนักจิตวิทยา 2 คน ศูนย์ลำปางมีนักจิตวิทยาประจำ 2 คน และนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน ส่วนศูนย์พัทยามีนักจิตวิทยาพาร์ตไทม์ 1 คน

ในส่วนของนักศึกษาที่เข้าร่วมฝึกงานและผู้ที่ผ่านการฝึกจากโรงพยาบาลแล้ว ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 50 คน ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรด้านสุขภาพจิตพร้อมให้บริการจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

ผศ.บุรชัย ระบุว่า นักศึกษาบางส่วนไม่ต้องการเข้ารับบริการผ่านระบบของมหาวิทยาลัย เนื่องจากกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว มหาวิทยาลัยจึงได้ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลหลายแห่ง เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้ารับบริการภายนอกได้ในราคาพิเศษ นักศึกษาสามารถเลือกใช้บริการผ่านหน่วยงานของคณะ มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานคู่ความร่วมมือที่มหาวิทยาลัยประสานงานไว้ ตามความสะดวกและความต้องการของแต่ละคน

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักศึกษาไม่เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิต คือค่านิยมทางสังคมที่มองว่าการเข้ารับการประเมินสุขภาพจิตเป็นเรื่องผิดปกติ มหาวิทยาลัยจึงพยายามสื่อสารกับนักศึกษาอย่างต่อเนื่องว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญไม่ต่างจากสุขภาพกาย และการเข้ารับบริการเพื่อประเมินหรือดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนักศึกษาประมาณ 43,000 คน โดยในแต่ละปีมีการติดต่อขอรับบริการด้านสุขภาพจิตมากกว่า 6,000 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งมหาวิทยาลัยมองว่าไม่ได้สะท้อนว่านักศึกษามีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น แต่สะท้อนว่ามีนักศึกษาจำนวนมากขึ้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตและสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

มหาวิทยาลัยจึงพยายามทำให้การเข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติสำหรับนักศึกษา โดยเริ่มให้ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ Thammasat Well Being Center ตั้งแต่ช่วงปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ รวมถึงการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในทุกคณะ

นอกจากนี้ ในช่วงสองสัปดาห์แรกของการเปิดภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยยังขอความร่วมมือจากอาจารย์ให้เชิญชวนนักศึกษาประเมินสุขภาพจิตของตนเองผ่านระบบ TU GREAT เพื่อช่วยคัดกรองและดูแลนักศึกษาที่อาจเผชิญปัญหาทางจิตใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นด้วย