รู้จัก ‘โปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน’ ทางเลือกใหม่ตลาด Plant-based

11 ม.ค. 2569 | 21:54 น.

“โปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน” กำลังเป็นทางเลือกใหม่ในตลาด Plant-based ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ ด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง ใช้งานยืดหยุ่น เร่งผู้ผลิตต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

KEY

POINTS

  • โปรตีนจากเมล็ดทานตะวันเป็นวัตถุดิบ Plant-based ดาวรุ่ง มีรสชาติเป็นกลาง เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย
  • มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยโปรตีนถึง 50% พร้อมใยอาหาร วิตามิน และมีอัตราการย่อยได้สูงถึง 98% เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
  • มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถใช้ในสูตรผลิตภัณฑ์เพียง 2-7% และเข้ากันได้กับสายการผลิตเดิม ช่วยให้ผู้ผลิตบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับส่วนผสมจากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากพืช (Plant-based) ยังคงเติบโตต่อเนื่องทั่วโลก จากกระแสผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งโปรตีนทางเลือกที่หลากหลาย โดยในประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและโภชนาการ (Food Supplements and Nutrition: FSN) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงมีอัตราการเติบโตมากกว่า 126% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่การบริโภคในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้น

“โปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน” (Sunflower Protein) กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะวัตถุดิบจากพืชชนิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านโภชนาการและการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยเป็นโปรตีนที่มีรสชาติค่อนข้างเป็นกลาง มีกลิ่นถั่วอ่อน ๆ เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม สีขาวนวล จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องดื่มโปรตีนพร้อมดื่ม กาแฟผสมธัญพืช โยเกิร์ต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ

จุดเด่นสำคัญของโปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน คือสามารถใช้ในสัดส่วนเพียง 2–7% ของสูตรผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้ผลิตปรับสมดุลระหว่างปริมาณโปรตีน เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างยืดหยุ่น อีกทั้งยังมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 50% พร้อมใยอาหาร วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ โดยมีอัตราการย่อยได้สูงถึง 98% จากการทดสอบในสภาวะจำลอง ทำให้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกโปรตีนจากพืชที่ย่อยง่าย

ข้อมูลการวิจัยผู้บริโภคล่าสุดของเต็ดตรา แพ้ค ระบุว่า 71% ของผู้บริโภคให้ความสนใจกับส่วนผสมจากธรรมชาติที่ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว มากกว่าสารสังเคราะห์ที่ให้ผลรวดเร็ว ขณะที่อีก 74% มองหาผลิตภัณฑ์ที่สื่อสารคุณประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างชัดเจน สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-based และอาหารเพื่อสุขภาพในระยะถัดไป

รู้จัก ‘โปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน’ ทางเลือกใหม่ตลาด Plant-based ในเชิงอุตสาหกรรม โปรตีนจากเมล็ดทานตะวันยังถูกมองว่าเป็นวัตถุดิบหมุนเวียนที่ช่วยให้ผู้ผลิตใช้ประโยชน์จากโครงสร้างการผลิตเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตมากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนและสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างรอบคอบ พร้อมกันกับการขยายหมวดหมู่สินค้าใหม่

เต็ดตรา แพ้ค ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันด้านกระบวนการผลิตและส่วนผสมอาหาร ได้นำโปรตีนจากเมล็ดทานตะวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนผสมสำหรับอาหารเสริมที่กำลังเติบโต ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ผลิตผ่านเครือข่ายศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development Centre: PDC) ที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อเร่งการพัฒนาแนวคิดจากห้องทดลองสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

สำหรับประเทศไทย ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ของเต็ดตรา แพ้ค ในจังหวัดระยอง ซึ่งเตรียมเปิดดำเนินการภายในเดือนมีนาคมนี้ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่การทดสอบวัตถุดิบ สูตรผลิตภัณฑ์ แนวคิดใหม่ ๆ ไปจนถึงการประเมินเทคโนโลยีการแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มความมั่นใจในการขยายตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและ Plant-based

รู้จัก ‘โปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน’ ทางเลือกใหม่ตลาด Plant-based

นายสุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบเข้ากับกระบวนการผลิต จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถต่อยอดแนวคิดใหม่ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายได้จริง ขณะที่โปรตีนจากเมล็ดทานตะวันถือเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การขยายหมวดหมู่สินค้าไปสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารจากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายซาช่า อิลยูคิน รองประธานอาวุโสฝ่ายบริการกระบวนการผลิตและโซลูชันบริการด้านเทคนิคระดับโลก ของเต็ดตรา แพ้ค มองว่า ความยืดหยุ่นของโปรตีนจากเมล็ดทานตะวัน ทั้งด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และการใช้งานในไลน์ผลิตเดิม จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และก้าวนำการแข่งขันในตลาด Plant-based ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว