
กดแล้วเจ็บ คลำได้ก้อน ระวัง "ต่อมน้ำเหลือง" โต อันตรายกว่าที่คิด
ต่อมน้ำเหลืองโตไม่ใช่เรื่องเล็ก! รู้ทันสัญญาณเตือน อาการ และสาเหตุ พร้อมวิธีรักษา ก่อนลุกลามเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรง
"ต่อมน้ำเหลือง" เป็นอวัยวะขนาดเล็กในระบบน้ำเหลือง ลักษณะเป็นก้อนรูปไข่กระจายทั่วร่างกาย ทำหน้าที่กรองและดักจับสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อโรค ก่อนสร้างภูมิคุ้มกันปกป้องร่างกาย หากต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะบวมโต มักเป็นสัญญาณบ่งบอกการติดเชื้อหรือความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน
ต่อมน้ำเหลืองโต คืออะไร
ต่อมน้ำเหลืองโต หมายถึง ภาวะที่ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดใหญ่กว่าปกติ อันเกิดจากร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ การอักเสบ หรือความเครียดทางร่างกาย ซึ่งทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
อาการที่ควรสังเกต
- ผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำเหลืองโต มักพบอาการต่อไปนี้
- กดแล้วเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง
- คลำได้ก้อนบวมโต
- ผิวหนังบริเวณนั้นบวม แดง
- อาจมีไข้หรืออาการคล้ายหวัดร่วมด้วย
ควรพบแพทย์ทันที หากมีลักษณะต่อไปนี้
- ก้อนโตเกิน 1.5-2 เซนติเมตร
- โตเร็วและไม่ยุบภายใน 1 เดือน
- เจ็บคอ กลืนลำบาก หรือหายใจติดขัด
- น้ำหนักลดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีไข้หลายวันหรือเหงื่อออกมากตอนกลางคืน
สาเหตุที่พบบ่อย
- การติดเชื้อไวรัส เช่น หัด, HIV
- การติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณหู โพรงจมูก ฟัน ผิวหนัง หรือทอนซิล
- การติดเชื้อวัณโรค
- ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
- โรคมะเร็งที่แพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งไทรอยด์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
หากต่อมน้ำเหลืองโตจากการติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น
- เกิดโพรงหนอง ต้องรักษาด้วยการระบายหนองและใช้ยาปฏิชีวนะ
- กดทับอวัยวะรอบข้าง อาจกระทบต่อเส้นประสาทและการทำงานของอวัยวะสำคัญ
- ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจรุนแรงจนทำให้อวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิต
- ภาวะที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
แนวทางการรักษา
- การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์วินิจฉัย
- หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาปฏิชีวนะ พร้อมการประคบร้อน บรรเทาปวด และพักผ่อน
- หากเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น HIV หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ต้องใช้การรักษาเฉพาะ เช่น การใช้ยาต้านไวรัส ผ่าตัด ฉายรังสี หรือทำเคมีบำบัด
- หากอาการไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ข้อแนะนำสำคัญ: อย่ามองข้ามภาวะต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะหากมีอาการนาน ไม่ยุบเอง หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วย เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคร้ายแรง
ข้อมูลจาก : อ. พญ.โยษิตา หมื่นแก้ว ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล





