
รัฐบาลต่อยอด IMF–World Bank ดันไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก
แผนท่องเที่ยวชาติฉบับ 4 ตั้งเป้ารายได้ไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท ดันไทยติด Top 30 โลก เร่งพัฒนาท่าเรือสำราญ-ยอร์ช ดึงตลาดกำลังซื้อสูง เตรียมชงฟรีวีซ่า 4 ประเทศ
KEY
POINTS
- รัฐบาลต่อยอดการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะยาว โดยร่วมมือกับเอกชนนำเสนอเอกลักษณ์ไทยและเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว
- เดินหน้าจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ตั้งเป้ารายได้รวม 4 ล้านล้านบาท และยกระดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก
- มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เช่น การท่องเที่ยวทางเรือสำรา
วันนี้ (31 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือทิศทางการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) มุ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว
ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน พร้อมกำหนดเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และยกระดับอันดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก ตามเป้าหมายของร่างแผนดังกล่าว
ยกระดับท่องเที่ยวไทย
นางสาวลลิดา กล่าวว่า แนวทางสำคัญของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับใหม่ คือการยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (Cruise Tourism) และเรือยอร์ช (Yacht Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสร้างรายได้สูง แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญและท่าจอดเรือยอร์ชให้เพียงพอต่อความต้องการ
โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงในระดับนานาชาติ
ปูทางการท่องเที่ยวระยะยาว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือการต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2569 โดยนำความสนใจที่ประเทศไทยได้รับจากผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางต่างชาติมาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว
ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. และภาคเอกชน ในการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ไทยสู่สายตานานาชาติ รวมถึงเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้กรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งระยะใกล้และระยะไกล
ขณะที่ตลาดระยะใกล้ให้ความสำคัญกับไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ส่วนตลาดระยะไกลมุ่งส่งเสริมกิจกรรมขนาดใหญ่ การทำงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และการขยายความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มโอกาสเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตลอดทั้งปี
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้จัดทำปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวรายจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงเทศกาล วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมของชุมชนเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยเผยแพร่ข้อมูลหลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ พร้อมพิจารณาแนวทางสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวหลายจุดหมายในแต่ละพื้นที่
รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทัวร์ผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเพิ่มโอกาสจำหน่ายผลผลิตและสร้างรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่น
เดินหน้า E-Visa
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเม็กซิโกและโคลอมเบีย รวมถึงอุซเบกิสถานและเบลารุส โดย ททท. เตรียมเสนอแนวทางพิจารณามาตรการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับทั้ง 4 ประเทศ ต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ E-Visa เพื่อลดระยะเวลาและอุปสรรคในการขอวีซ่า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีผลบังคับใช้
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจอนุญาตผู้โดยสารขาเข้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดระยะเวลารอคอยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการบริหารงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานและการเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 พร้อมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ภารกิจด้านการท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริหารงานและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ส่วนแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ประชุมได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้เริ่มจัดเก็บ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปถึงทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง และการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามทิศทางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4” นางสาวลลิดากล่าว







