
มติครม. คลอดแพ็คเกจช่วยน้ำท่วม พักหนี้ 1 ปี กู้ซ่อมบ้านดอกเบี้ย 0 %
ครม.เคาะมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบ-ฟื้นฟูน้ำท่วม 7 แบงก์รัฐพักหนี้สูงสุด 1 ปี จัดสินเชื่อช่วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% พ่วงแพ็คเกจภาษี ไม่รวมประกันภัยพิบัติ
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ
- สถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่งออกมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีระยะเวลาขั้นต่ำ 3 เดือน และสูงสุดนานถึง 1 ปี
- สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษสำหรับซ่อมแซมหรือฟื้นฟูที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0% ต่อปี
- ออกมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยเหลือ เช่น การลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้านและรถยนต์ และการขยายเวลาการยื่นแบบและชำระภาษี
20 ตุลาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 โดยมีทั้งมาตรการด้านการเงินร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และมาตรการด้านภาษีของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต
ส่วนแรก คือ มาตรการด้านการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 7 แห่งออกมาตรการสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถหารายได้แต่ยังมีภาระหนี้ ทั้งการพักชำระหนี้ต้นเงินหรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามความเหมาะสม โดยผู้ประกอบการได้รับการพักชำระหนี้ 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา
นายลวรณ ระบุว่า จุดเด่นของมาตรการครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา คือการพักชำระหนี้อย่างพร้อมเพรียง โดยสถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่งได้ดำเนินมาตรการพักชำระหนี้พร้อมกันทั้งหมด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีระยะเวลาพักชำระหนี้ขั้นต่ำ 3 เดือน และบางสถาบันการเงิน เช่น ธ.ก.ส. ขยายเวลาพักชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 1 ปี
สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อซ่อมแซมหรือฟื้นฟูที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 0–1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี ส่วนผู้ที่ต้องการสภาพคล่องฉุกเฉิน ธนาคารออมสินให้สินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
นายลวรณ กล่าวว่า มาตรการครั้งนี้มีจุดเด่นด้านอัตราดอกเบี้ย โดยสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูและซ่อมแซมครั้งนี้เป็นสินเชื่อผ่อนปรนที่มีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0% ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการคิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 0% มาก่อน แต่วันนี้รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
สำหรับเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 15 ปี ส่วนผู้ประกอบการ ธนาคารออมสิน ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ให้สินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย 0–3.25% ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี
นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวแก่ผู้ประกอบการไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ส่วนผู้ประกอบการที่ค้ำประกันสินเชื่อกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกัน
ด้านลูกหนี้ของ ธอส. มีมาตรการประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี โดยนายลวรณ ระบุว่า หากลูกหนี้พักชำระหนี้แล้วยังมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ ก็มีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้รองรับเพิ่มเติม ขณะที่ ธอส. และ ธอท. ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
ส่วนของมาตรการฟื้นฟู ธนาคารออมสินจัดสินเชื่อ Soft Loan วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท ให้ธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ต่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ โดยออมสินคิดดอกเบี้ยกับธนาคารพาณิชย์ 0.01% ต่อปี ส่วนผู้กู้เสีย ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% ต่อปีใน 2 ปีแรก และไม่เกิน 5% ต่อปีในปีที่ 3–5 วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี
“สำหรับลูกค้าเดิมของสถาบันการเงินรัฐ ทางแบงก์รัฐสามารถดำเนินการดูแลได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลคำนึงถึงผู้ประสบภัยที่ไม่ได้เป็นลูกค้าแบงก์รัฐแต่เป็นลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ จึงนำวงเงิน 30,000,000,000 บาทนี้มาจัดสรรให้กู้ต่อรายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาท”
ด้านมาตรการภาษี ครม. อนุมัติยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ที่นำเข้าเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานและโรงแรมหรือสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เป็นมาตรการชั่วคราวถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
มาตรการนี้เริ่มนำเข้าได้ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยสิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่และใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิ ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองการเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อกรมศุลกากร
สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ที่ทรัพย์สินเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หักค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงได้ 2 ประเภท คือค่าซ่อมแซมและทำความสะอาดอาคารหรือห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท หากเสียหายหลายแห่งหรือหลายคัน ให้รวมค่าใช้จ่ายภายใต้วงเงินดังกล่าว
ด้านกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีในท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งมีกำหนดยื่นแบบ ชำระภาษี นำส่งภาษี หรือขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ได้รับการขยายเวลาไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร)
ส่วนกรมสรรพสามิตขยายกำหนดยื่นแบบภาษี ชำระภาษี และยื่นงบเดือน ของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและสถานบริการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ที่ครบกำหนดระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 ไปถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงให้ผู้ที่ใบอนุญาตผลิตหรือขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สิ้นอายุระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึงวันดังกล่าว โดยถือเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม
นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน คปภ. จัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองราว 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลัง และกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองการเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 โดยขอรับสินไหมผ่าน www.thainatcat.org







