
เขื่อนป่าสักฯ น้ำเต็มอ่าง กรมชลฯ ทยอยระบายคุมปริมาณไหลผ่านปทุมฯ มั่นใจไม่กระทบ กทม.
ฝนเหนือทำน้ำไหลเข้า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เต็มความจุ 100% กรมชลประทานเร่งบริหารจัดการทยอยระบายน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคุมปริมาณไหลผ่านปทุมธานีไม่เกินเกณฑ์ พร้อมเก็บกักน้ำสำรองไว้ใช้หน้าแล้ง ย้ำประชาชนในพื้นที่มั่นใจได้ ไม่กระทบ กทม.
KEY
POINTS
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเต็มความจุอ่างฯ 100% เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบน
- กรมชลประทานจำเป็นต้องทยอยระบายน้ำออกเพื่อรักษาระดับน้ำและความปลอดภัยของตัวเขื่อน โดยจะปรับการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์
- การระบายน้ำจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร
กรมชลประทาน แจงข้อมูลการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระบุ จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วันที่ 2 ตุลาคม 2569 มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 962 ล้าน ลบ.ม. เต็มความจุอ่างฯ จำเป็นต้องทยอยระบายน้ำออกในอัตรา 229 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาความปลอดภัยของตัวเขื่อน
โดยจะปรับการระบายให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและสถานการณ์ฝนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มน้ำไหลลงอ่างฯเริ่มลดลงแล้ว จะทำให้สถานการณ์ในลุ่มน้ำป่าสักเริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติในระยะต่อไป ปริมาณน้ำที่เก็บกักได้เต็มความจุอ่างฯ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าได้อย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ น้ำที่ระบายจากเขื่อนป่าสักฯ จะไหลต่อไปยังเขื่อนพระราม 6 ซึ่งปัจจุบันระบายอยู่ในอัตรา 546 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก ด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.20 เมตร ก่อนจะไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลลงสู่บริเวณสถานี C.29B จังหวัดปทุมธานี ในเกณฑ์ประมาณ 2,444 ลบ.ม./วินาที
โดยจุดนี้จะทำการควบคุมน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการระบายน้ำจะพิจารณาร่วมกับปริมาณฝนในพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์น้ำขึ้น–น้ำลง ที่มีผลต่อความสามารถในการระบายน้ำลงสู่ทะเลด้วย
กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปรับการระบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในแต่ละช่วงและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด







