thansettakij
thansettakij
เปิดพื้นที่เสี่ยงลุ่มเจ้าพระยา รับเขื่อนระบายน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที

เปิดพื้นที่เสี่ยงลุ่มเจ้าพระยา รับเขื่อนระบายน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที

01 ต.ค. 69 | 20:00 น.

เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำราว 2,300 ลบ.ม./วินาที คุมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที สทนช.เตือน 6 จังหวัด กทม.เฝ้าระวัง 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อน

KEY

POINTS

  • เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น 0.20-0.60 เมตร
  • สทนช. แจ้งเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกคันกั้นน้ำใน 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
  • กรุงเทพมหานครประกาศเตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ให้เฝ้าระวังระดับน้ำและยกสิ่งของขึ้นที่สูง

สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยายังต้องเฝ้าระวัง หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะควบคุมไม่ให้เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แจ้งเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกคันกั้นน้ำใน 6 จังหวัด รับมือระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้น ส่วนกรุงเทพมหานครเตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อนเฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยาและยกสิ่งของขึ้นที่สูง

ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศว่า ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 64,427 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 80% ของความจุเก็บกัก และมีปริมาณน้ำใช้การ 40,304 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 71%

6 จังหวัดเฝ้าระวังน้ำท้ายเขื่อนเพิ่ม

สทนช.ออกประกาศเตือนต่อเนื่องเรื่องการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.20–0.60 เมตร กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย
พื้นที่เสี่ยงที่ สทนช.แจ้งเตือนประกอบด้วยจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี โดยการบริหารจัดการน้ำจะรักษาระดับน้ำในพื้นที่ภายในคันกั้นน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนพื้นที่นอกคันกั้นน้ำอาจได้รับผลกระทบ แนวโน้มสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาจะทรงตัวต่อเนื่องและมีโอกาสเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ขณะที่แม่น้ำท่าจีนมีแนวโน้มทรงตัว เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีที่คาดว่าจะทรงตัวไปอีกระยะหนึ่ง

เปิดพื้นที่เสี่ยงตามระดับระบายน้ำ

เกณฑ์พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาระบุว่า หากระบายน้ำในช่วง 700–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบต่อ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุม 6 อำเภอ ได้แก่ เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร
เมื่อการระบายน้ำเพิ่มเป็น 1,300–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นในอำเภอบางปะอินและอำเภอพระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่อำเภอวิเศษชัยชาญและอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

หากระบายน้ำในช่วง 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะกระทบอำเภอเมืองอ่างทองและอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล เสนา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภออินทร์บุรีและอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี รวมถึงอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

ส่วนช่วง 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะส่งผลกระทบต่ออำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมืองอ่างทอง ไชโย และป่าโมก จังหวัดอ่างทอง รวมถึงตำบลเกาะเรียน คลองสระบัว และลุมพลี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับช่วง 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีพื้นที่ได้รับผลกระทบในอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยระดับระบายประมาณ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีที่รายงานในขณะนี้อยู่ในช่วงดังกล่าว

หากเพิ่มการระบายเป็น 2,400–2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะกระทบพื้นที่ในอำเภอเมืองอ่างทองและอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี รวมถึงอำเภอบางบาลและอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ตามเกณฑ์ช่วงนี้ครอบคลุมตำบลบางบาลและตำบลมหาพราหมณ์ อำเภอบางบาล ตลอดจนตำบลสวนพริก ท่าวาสุกรี ประตูชัย หัวรอ หอรัตนไชย คลองสวนพลู และกะมัง อำเภอพระนครศรีอยุธยา

กรณีระบายน้ำมากกว่า 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะกระทบพื้นที่เพิ่มเติมในอำเภอป่าโมกและอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท รวมถึงอำเภอเมืองสิงห์บุรีและอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเกณฑ์พื้นที่ผลกระทบตามระดับการระบาย ขณะที่การบริหารน้ำในขณะนี้กำหนดควบคุมการระบายไม่ให้เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เกณฑ์แจ้งเตือนและขออนุญาตระบายน้ำ

การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีหลักเกณฑ์แจ้งเตือนและขออนุญาตเป็นลำดับขั้น กรณีระบายน้ำต่ำกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยไม่เกินความจุลำน้ำและไม่กระทบพื้นที่ท้ายน้ำ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำได้

หากระบายน้ำ 700–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และก่อให้เกิดน้ำท่วมด้านท้ายน้ำหรือเหนือน้ำ ให้รายงานต่อคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทราบในโอกาสแรกก่อน ส่วนการระบาย 1,500–2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีที่ก่อให้เกิดน้ำท่วม ต้องขออนุญาตต่อคณะอนุกรรมการฯ ล่วงหน้า 3 วัน

กรณีระบายน้ำมากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และก่อให้เกิดน้ำท่วมด้านท้ายน้ำหรือเหนือน้ำ ต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติล่วงหน้า 3 วัน

กทม.เตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อน

กรุงเทพมหานครออกประกาศเฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการปรับเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาและน้ำทะเลหนุน โดยเตือนประชาชนในชุมชนนอกแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม 11 ชุมชน ในพื้นที่เขตดุสิต พระนคร บางคอแหลม ยานนาวา บางกอกน้อย และคลองสาน ให้เฝ้าระวังและยกสิ่งของขึ้นที่สูง

ส่วนประชาชนที่พักอาศัยบริเวณแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ให้เฝ้าระวังน้ำรั่วซึม

ขณะเดียวกัน ลุ่มน้ำแม่กลองยังต้องติดตามสถานการณ์ เนื่องจากเขื่อนทั้งสองแห่งมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง จึงต้องระบายน้ำออก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม

น้ำในอ่างภาคตะวันตกแตะ 94%

ข้อมูลกรมชลประทานวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 06.00 น. ระบุว่า ภาคตะวันตกมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 26,564 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 94% ภาคตะวันออกมี 2,858 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 90% ภาคกลางมี 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ภาคเหนือมี 20,048 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 73% ภาคใต้มี 5,335 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 8,192 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 68%

พื้นที่ฝนสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ตำบลนาสัก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 153.5 มิลลิเมตร ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี 132.8 มิลลิเมตร และตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 115.8 มิลลิเมตร

เปิดพื้นที่เสี่ยงลุ่มเจ้าพระยารับเขื่อนระบายน้ำ

จับตาฝนเพิ่ม 4–6 ตุลาคม

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ช่วงวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น พร้อมฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง เริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนส่งผลต่อภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกในระยะถัดไป ส่วนภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง

รายงาน ปภ.น้ำท่วมกระทบกว่า 1.14 ล้านครัวเรือน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์อุทกภัยห้วงวันที่ 16–30 กันยายน 2569 ว่า มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 43 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,143,231 ครัวเรือน โดยตามรายงานดังกล่าว ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 29 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,125,168 ครัวเรือน

ประกันภัยพิบัติเริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เห็นชอบอนุมัติวงเงิน 15,500 ล้านบาท สำหรับ "ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" เพื่อคุ้มครองประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมบ้านเรือนประชาชน 30 ล้านหลังคาเรือน ทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยกรมธรรม์เริ่มให้ความคุ้มครองวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 00.01 น.

นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า ที่อยู่อาศัยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังต่อครั้ง และไม่จำกัดจำนวนครั้ง กรณีน้ำท่วมจ่ายช่วยเหลือเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายตามความเสียหายจริง รวมไม่เกิน 100,000 บาท  และกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายตามความเสียหายจริง รวมไม่เกิน 100,000 บาท ขณะที่กรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครอง ชดเชย 2,000,000 บาทต่อราย