thansettakij
thansettakij
อัปเดตน้ำในเขื่อน 29 ก.ย.69 เช็กพื้นที่เสี่ยง หลังกรมชลฯ ประกาศระบายน้ำเพิ่ม

อัปเดตน้ำในเขื่อน 29 ก.ย.69 เช็กพื้นที่เสี่ยง หลังกรมชลฯ ประกาศระบายน้ำเพิ่ม

29 ก.ย. 69 | 03:59 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 04:31 น.

อัปเดตสถานการณ์น้ำในเขื่อนล่าสุด วันที่ 29 ก.ย.69 เช็กเลยพื้นที่ไหนเสี่ยงล้นตลิ่ง หลังกรมชลประทาน ประกาศเพิ่มการระบายน้ำ

KEY

POINTS

  • ภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 78% ของความจุ ทำให้กรมชลประทานต้องประกาศเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนหลักหลายแห่งเพื่อบริหารจัดการน้ำ
  • กรมชลฯ จะเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระราม 6 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักสูงขึ้น โดยเตือนพื้นที่ลุ่มต่ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  • มีการชะลอน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนมีแนวโน้มสูงขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท

เกาะติดสถานการณ์น้ำในเขื่อนประจำวันที่ 29 กันยายน 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รายงานว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำรวม 78% ของความจุเก็บกัก (62,643 ล้าน ลบ.ม.) และมีปริมาณน้ำใช้การ68% (38,523 ล้าน ลบ.ม.)โดยแบ่งรายละเอียดน้ำในอ่างเก็บน้ำรายภาคดังนี้ 

  • ภาคเหนือ: มีปริมาณน้ำ 19,588 ล้าน ลบ.ม. (71%)   
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีปริมาณน้ำ 8,025 ล้าน ลบ.ม. (66%)   
  • ภาคกลาง: มีปริมาณน้ำ 1,311 ล้าน ลบ.ม. (70%)   
  • ภาคตะวันออก: มีปริมาณน้ำ 2,821 ล้าน ลบ.ม. (89%)   
  • ภาคตะวันตก: มีปริมาณน้ำ 25,574 ล้าน ลบ.ม. (90%)   
  • ภาคใต้: มีปริมาณน้ำ 5,324 ล้าน ลบ.ม. (70%)

ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (วันที่ 29 ก.ย. 69 เวลา 06.00 น.)

  • สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีระดับน้ำ 36.38 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 1.87 ม.) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น   
  • สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีระดับน้ำ 26.12 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 2.09 ม.) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น   
  • สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,038 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำ 22.84 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 2.86 ม.) ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,000 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อน +17.66 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน +14.67 ม.รทก.

ขณะที่กรมชลประทาน ได้ออกประกาศหลายฉบับเพื่อเตือนพื้นที่เสี่ยงลุ่มต่ำ เนื่องจากจะมีการปรับแผนการระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับบ้านเรือนประชาชน ทั้งนี้ประชาชนสามารถตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงดังนี้ 

กรมชลฯ แจ้งเตือนระดับน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มสูง 

กรมชลประทาน แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 ให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังจากหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคกลาง มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่งผลให้มีน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในบางพื้นที่ ขณะที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่แม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่อง และบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์

กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้ จะ ทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนพระราม 6 ให้อยู่ในเกณฑ์ประมาณ 600–700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงวันที่ 28–29 กันยายน 2569 โดยจะพิจารณาปรับการระบายน้ำตามปริมาณน้ำและสถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม การปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.20 เมตร 

  • ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำป่าสัก โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอท่าเรือ และพื้นที่ตำบลท่าหลวง ตำบลท่าเจ้าสนุก ตำบลจำปา และตำบลท่าหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง เฝ้าระวังระดับน้ำและยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตลอดจนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง
  • ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมบริเวณริมตลิ่งในช่วงที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

กรมชลฯ แจ้งเตือนระดับน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มสูง 

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทยอยเพิ่มการระบายน้ำ30 ก.ย.69

กรมชลประทาน แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างใกล้ชิด หลังปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นและยังมีน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 840.94 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96.49% ของความจุอ่าง มีน้ำไหลเข้าอ่างประมาณ 737.78 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 63.74 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ระบายน้ำอยู่ที่ 25.07 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 2.17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

จากการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า 7 วัน กรมชลประทานคาดว่าจะยังมีน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง รวมประมาณ 373.22 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยจะทยอยเพิ่มการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ดังนี้

  • วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบาย 115 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 9.97 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน 
  • วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ระบาย 230 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 19.87 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน 
  • วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบาย 400 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 34.56 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน

การปรับเพิ่มการระบายน้ำดังกล่าวจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 3.50–4.00 เมตร อย่างไรก็ตาม คาดว่าระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นจะยังอยู่ภายในลำน้ำ และ ยังไม่ส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำป่าสัก

  • ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนและเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของประชาชน

แจ้งเตือน 3 จังหวัดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา รับมือระดับน้ำสูงขึ้น

กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา (ฉบับที่ 2 วันที่ 28 กันยายน 2569) หลังฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

  • ข้อมูลวันที่ 28 ก.ย.69 เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา (Side Flow) คาดว่าจะมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างยังมีภาวะน้ำท่วมขัง และชุมชนริมตลิ่งนอกคันกั้นน้ำบางแห่งได้รับผลกระทบ กรมชลประทานจึงจำเป็นต้อง ชะลอน้ำไว้ในพื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นการชั่วคราว เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และควบคุมไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มสูงขึ้น แต่จะควบคุมไม่ให้เกินระดับ +18.00 เมตร รทก. สำหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังครอบคลุม 3 จังหวัด 

  1. นครสวรรค์ 
  2. อุทัยธานี
  3. ชัยนาท

กรมชลประทานขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงผู้ประกอบกิจการในแม่น้ำ เช่น งานก่อสร้าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง และแพร้านอาหาร ยกของขึ้นที่สูง เตรียมป้องกันทรัพย์สิน และติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทานจะติดตามปริมาณน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้มากที่สุด