
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำ เริ่ม 30 ก.ย.69
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ออกประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำ เริ่ม 30 ก.ย.69 เตือนปชช.เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
KEY
POINTS
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำสูงเกือบเต็มความจุ (96.49%) และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าต่อเนื่อง จึงต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำเพื่อควบคุมระดับน้ำ
- จะเริ่มทยอยเพิ่มการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 69 เป็นต้นไป โดยจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจาก 25 ลบ.ม./วินาที จนถึง 400 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 2 ต.ค. 69
- การระบายน้ำจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักสูงขึ้น 3.50-4.00 เมตร แต่คาดว่าจะยังไม่ล้นตลิ่ง จึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง
28 กันยายน 2569 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่อง แจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ โดยสถานการณ์ปัจจุบันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 840.94 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 96.49 % ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 737.78 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 63.74 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน ปริมาณการระบาย 25.07 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 2.17 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน จากการติดตามและคาดการณ์ของกรมชลประทานล่วงหน้า 7 วัน คาดว่ายังคงมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ อย่างต่อเนื่องรวมประมาณ 373.22 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ จะดำเนินการปรับเพิ่มการระบายน้ำ จากเดิมอัตรา 25 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 2.17 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน เป็นอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตร /วินาที หรือ 34.56 ล้านลูกบาศก์เมตร /วัน โดยการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับรายละเอียดการระบายน้ำเพิ่มของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีดังนี้
วันที่ 30 กันยายน 2569
- เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 115 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 9.97 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน
วันที่ 1 ตุลาคม 2569
- เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 230 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 19.87 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน
วันที่ 2 ตุลาคม 2569
- เพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 34.56 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อทรัพย์สินของประชาชนจากการที่ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน อีกประมาณ 3.50-4.00 เมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงอยู่ในลำน้ำ ไม่เกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งแม่น้ำป่าสัก จึงใคร่ขอให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป
กรมชลประทาน อัปเดตสถานการณ์น้ำในเขื่อน เร่งหน่วง กระจาย ระบายน้ำลดผลกระทบปชช.
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ปัจจุบันมีน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่ลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 06.00 น. วันนี้ สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น
- กรมชลประทานจึงบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการหน่วงน้ำไว้ในพื้นที่ตอนบน และรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ รวมประมาณ 558 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาและกระจายน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเพิ่มการระบายอยู่ที่ประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- ทั้งนี้จะควบคุมการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยจะบริหารจัดการเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมกับใช้ระบบชลประทานช่วยรับและกระจายน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำสายหลักลงสู่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ตอนล่าง
- ขณะเดียวกันยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากปริมาณน้ำที่ยกตัวขึ้น ส่งผลให้มีน้ำล้นตลิ่งในบางจุดบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นบันได โดยจะแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนทราบล่วงหน้าอีกครั้ง
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- ควบคุมการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่เขื่อนพระรามหกและน้ำที่จะสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมลดการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำพระนารายณ์เข้าสู่คลองระพีพัฒน์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายคลองในการรองรับน้ำฝนและระบายน้ำออกจากพื้นที่ รวมทั้งเร่งระบายน้ำด้านท้ายแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง
แผนการระบายน้ำลดผลกระทบกทม.ปริมณฑล
พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักสะสม กรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำผ่านระบบชลประทานฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยใช้คลองแนวขวางที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร อาทิ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่าง คลองบางขนาก คลองนครเนื่องเขต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสำโรง โดยเร่งระบายน้ำผ่านสถานีสูบออกสู่แม่น้ำนครนายกและแม่น้ำบางปะกง ควบคู่กับการใช้คลองแนวตั้ง อาทิ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 และคลองพระองค์ไชยานุชิต รับและกระจายน้ำจากพื้นที่ตอนบนของกรุงเทพมหานคร พร้อมใช้สถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเลเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยประสานการทำงานกับสำนักการระบายน้ำ
ภาคตะวันออก
ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา มีฝนสะสมประมาณ 300–500 มิลลิเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง
- กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำสำคัญในพื้นที่ อาทิ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร รวมถึงอ่างเก็บน้ำในจังหวัดระยองและจันทบุรี ช่วยรับและหน่วงน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ พร้อมใช้อาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
สถานการณ์น้ำภาคตะวันตก
- ที่ลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี หลังมีฝนตกหนักสะสม ส่งผลให้มีน้ำไหลลงเขื่อนแม่กลองอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อน เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก และเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองบริเวณท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 2.50 เมตร
- ทั้งนี้ ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดท้ายเขื่อนแม่กลอง 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร พร้อมประสานไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศให้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะลงมาเติม







