thansettakij
thansettakij
กรมทรัพยากรธรณี เตือน 31 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม–น้ำป่า หลังเกิดเหตุ 4 จังหวัด

กรมทรัพยากรธรณี เตือน 31 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม–น้ำป่า หลังเกิดเหตุ 4 จังหวัด

20 ก.ย. 69 | 03:56 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ย. 69 | 04:02 น.

กรมทรัพยากรธรณีรายงานธรณีพิบัติภัย พบแผ่นดินถล่ม 4 เหตุการณ์ และน้ำป่าไหลหลาก 2 เหตุการณ์ กระทบถนน–สะพานใน 4 จังหวัด พร้อมติดตามพื้นที่เสี่ยง 31 จังหวัด

KEY

POINTS

  • เกิดเหตุดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากแล้วใน 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ สุราษฎร์ธานี แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ สร้างความเสียหายต่อเส้นทางคมนาคมและพื้นที่เกษตร
  • กรมทรัพยากรธรณีประกาศเตือนให้เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงรวม 31 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ
  • ในจำนวนนี้ มี 27 จังหวัดที่ถูกประกาศให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2569 โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาที่มีฝนตกสะสม

กรมทรัพยากรธรณี รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยประจำวันที่ 20 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. พบเหตุดินถล่ม 4 เหตุการณ์ และน้ำป่าไหลหลาก 2 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สุราษฎร์ธานี แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่เกิดทั้งแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก จึงนับเป็นธรณีพิบัติภัยรวม 6 กรณี จากพื้นที่เกิดเหตุหลัก 4 จังหวัด โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดกับเส้นทางคมนาคม สะพาน พื้นที่เกษตร และเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน

กรมทรัพยากรธรณี เตือน 31 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม–น้ำป่า หลังเกิดเหตุ 4 จังหวัด

เพชรบูรณ์ ดิน–หินปิดทางหลวงหมายเลข 12

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 เกิดการเลื่อนไหลของดินและหินปิดทับทางหลวงหมายเลข 12 ตอนน้ำดุก–ห้วยซำมะคาว บริเวณกิโลเมตรที่ 373+400 ตำบลน้ำพุ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดินและหินปิดทับเส้นทางจราจร 1 ช่องทาง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว

สุราษฎร์ธานี ดินถล่มทำถนนขาด

จังหวัดสุราษฎร์ธานีเกิดการเลื่อนไหลของดินในพื้นที่บ้านสะพานเต่าและบ้านคลองพุมดวง ตำบลคลองศก อำเภอพนม ส่งผลให้ถนนขาดและไม่สามารถสัญจรผ่านได้

เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

แม่ฮ่องสอน ดินถล่มปิดเส้นทาง มส.3007

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเกิดแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้ดินเลื่อนไหลลงมาปิดทับเส้นทางหลวงชนบทสาย มส.3007 ช่วงระหว่างบ้านแม่สะเป่ใต้–บ้านแม่สะเป่เหนือ ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม

หน่วยงานในพื้นที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้มวลดินบนพื้นที่ลาดชันเคลื่อนตัวเพิ่มเติม

เชียงใหม่สะพานชำรุด 2 แห่ง หลายหมู่บ้านถูกตัดขาด

พื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เผชิญทั้งแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก ครอบคลุมหลายหมู่บ้านในตำบลแสนไห ตำบลเมืองแหง และตำบลเปียงหลวง

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คอสะพานชำรุด 2 แห่ง น้ำท่วมพื้นที่การเกษตร และเส้นทางสัญจรหลายจุดได้รับความเสียหาย รวมถึงเกิดดินไหลปิดทับถนนสายเมืองแหง–ปาย และเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน ส่งผลให้รถไม่สามารถผ่านได้ในบางช่วง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่เข้าตรวจสอบ พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว

จับตา 31 จังหวัดเสี่ยงดินถล่ม–น้ำป่า

กรมทรัพยากรธรณีกำหนดพื้นที่ติดตามสถานการณ์ธรณีพิบัติภัยจากแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากรวม 31 จังหวัด แบ่งตามภูมิภาค ดังนี้

  • ภาคเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร และสุโขทัย
  • ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ นครนายก และสระบุรี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่ เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู นครราชสีมา และชัยภูมิ
  • ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ตราด และจันทบุรี
  • ภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ยะลา และนราธิวาส

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนพื้นที่ติดตามทั้งหมด 31 จังหวัด มี 27 จังหวัดที่กรมทรัพยากรธรณีประกาศให้เฝ้าระวังแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากเป็นพิเศษ ระหว่างวันที่ 19–21 กันยายน 2569

จังหวัดที่อยู่ในบัญชีติดตามสถานการณ์ แต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประกาศเฝ้าระวังรอบดังกล่าว ได้แก่ ปราจีนบุรี นครนายก สระบุรี และตรัง

ทั้งนี้พื้นที่เฝ้าระวังกระจายเป็นแนวยาวตามภูเขาภาคเหนือและภาคตะวันตก รวมถึงพื้นที่ลาดเชิงเขาภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีฝนตกสะสมและมีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน จึงต้องติดตามปริมาณฝน สภาพลำน้ำ และความผิดปกติของพื้นที่ลาดชันอย่างใกล้ชิด

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรสังเกตสัญญาณเตือน เช่น น้ำในลำห้วยเปลี่ยนสีหรือเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว มีเสียงดังจากภูเขา ดินแตกร้าว ต้นไม้หรือเสาไฟฟ้าเอียง และควรเตรียมพร้อมอพยพเมื่อได้รับแจ้งเตือนจากหน่วยงานในพื้นที่