thansettakij
thansettakij
‘ชัชชาติ’แจงยิบ รถขยะ EV โปร่งใส หลังถูกสภากทม.ปัดตก ทำกรุงเทพ พลาดเมืองพลังงานสะอาด

‘ชัชชาติ’แจงยิบ รถขยะ EV โปร่งใส หลังถูกสภากทม.ปัดตก ทำกรุงเทพ พลาดเมืองพลังงานสะอาด

17 ก.ย. 69 | 03:06 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 03:12 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แจงยิบ โครงการเช่ารถขยะ EV 1,347 คัน โปร่งใส คุ้มค่าลงทุน หลังถูกสภา กทม.ตัดงบประมาณ ส่งผลให้กรุงเทพฯ พลาดโอกาสในการก้าวสู่เมืองพลังงานสะอาด ขณะที่สส.พรรคประชาชน กาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม.หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ชี้แจงโครงการเช่ารถขยะ EV มีความโปร่งใสและคุ้มค่ากว่ารถดีเซล ทั้งในด้านค่าเช่า การประหยัดพลังงาน และการลดมลพิษ
  • สภากรุงเทพมหานครมีมติไม่อนุมัติงบประมาณ ขณะที่พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสและประวัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ล้มเหลวในอดีต
  • การปัดตกโครงการดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานครต้องกลับไปเช่ารถขยะดีเซลซึ่งสร้างมลพิษต่อไป และพลาดโอกาสในการเป็นเมืองพลังงานสะอาด

17 กันยายน 2569 โครงการเช่า รถขยะ EV โปร่งใส คุ้มค่าลงทุน หลังถูกสภา กทม.ตัดงบประมาณไป ล่าสุดทางเพจ ‘กรุงเทพทำงาน’ ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เผยแพร่ คำชี้แจงต่อสภากรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับโครงการ รถเก็บขนขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความโปร่งใสและการอธิบายถึงความคุ้มค่าของการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีสะอาดเพื่อยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองหลวง

นอกจากนี้ยังรวบรวม ความคิดเห็นของประชาชน ที่สะท้อนถึงมุมมองที่หลากหลายต่อการดำเนินนโยบายสาธารณะ รวมถึงการแนะนำ ประเด็นการทำงานอื่นๆ ของกรุงเทพมหานคร เช่น การบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงภาพรวมความคืบหน้าของนโยบายพัฒนาเมืองในหลากหลายมิติไปพร้อมกัน

สภากทม.ไม่อนุมัติโครงการเช่ารถขยะ EV

ขณะเดียวกันทางทางเพจกรุงเทพทำงาน ยังโพสต์หลัง สภากทม.มีมติไม่อนุมัติโครงการ รถขยะ EV เมื่อวานนี้ว่า  ตัดงบ ‘รถขยะ EV’ = ชะลอการพัฒนาเมืองสะอาด โดยสรุป 4 ข้อชี้แจง ทำไมกรุงเทพฯ ต้องเดินหน้าสู่รถขยะไฟฟ้า (EV) ว่า เมื่อโครงการเช่ารถขยะ EV ถูกสภา กทม.ตัดงบประมาณ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่การ ‘เซฟเงิน’ แต่คือการ ‘จ่ายแพงขึ้น ได้รถเก่า ประชาชนรับมลพิษเพิ่ม’

ย้ำความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ค่าเช่ารถไฟฟ้าทั้ง 3 รายการ ต่ำกว่าราคาค่าเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ถึง 7-10%  ตลอดสัญญา 5 ปี การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าช่วยลดต้นทุนพลังงานลงถึง 54%  เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากค่าพลังงานกว่า 4,745 ล้านบาท  ลดการปล่อย PM2.5 ได้กว่า 188,231 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาสัญญา 5 ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 441,355 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นกล้าอายุ 10 ปี จำนวน 147,000 ต้น

ทั้งยังเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 และ 16 ตุลาคม 2566 ที่สั่งการให้หน่วยงานรัฐในเขต กทม.จัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนรถเดิมที่หมดอายุ

พร้อมย้ำถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติการ ว่ารถขยะ EV ไม่ใช่เรื่องทดลอง แต่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 13 จังหวัดทั่วประเทศ ความเสี่ยงเป็นของผู้รับจ้าง 100% หากรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ให้เช่าต้องส่งรถสำรองมาแทนทันทีภายใน 3 ชั่วโมง  มี MOU ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในการติดตั้งสถานีชาร์จทั่วกรุงเทพฯ โดย กฟน.เป็นผู้ดูแลซ่อมแซมและบำรุงรักษา

รวมถึงโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ได้รับการคัดเลือกให้ทำข้อตกลงคุณธรรม ประจำปี 2568 โดยมีผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าร่วมสังเกตการณ์และให้ข้อเสนอแนะตั้งแต่ขั้นตอนร่าง TOR มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามฯ ร่วมกับผู้แทนจากกระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงบประมาณ

โครงการเช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนรถ แต่คือการเปลี่ยนผ่านกรุงเทพมหานครสู่อนาคตที่สะอาดขึ้น ประหยัดงบประมาณภาษีของประชาชน และโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกมิติ

รองผู้ว่ากทม.แจงรถขยะ EV โปร่งใส

นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า รถขยะ EV โปร่งใส แต่การถูกปัดตกตั้งแต่ขั้นตอนงบประมาณส่งผลให้กรุงเทพฯ พลาดโอกาสในการก้าวสู่เมืองพลังงานสะอาด โดยระบุว่า สืบเนื่องจากกรณีที่สภากรุงเทพมหานครตัดงบประมาณโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ออกทั้งหมด และมีส.ก.บางรายตั้งข้อสงสัยถึงการล็อกสเปก TOR (Terms of Reference หรือ เอกสารกำหนดขอบเขตงาน)

ในความเป็นจริงคือ โครงการดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนงบประมาณ และยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด

สำหรับโครงการในลักษณะนี้ โดยปกติแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอนหลักคือ

1. การของบประมาณไปทำโครงการ ซึ่งโครงการรถขยะ EV ที่ กทม.กำลังผลักดันอยู่ในขั้นนี้ เป็นเพียงการทำเอกสารสืบราคาจากภาคเอกชน เพื่อนำตัวเลขมาใช้ประกอบการตั้งกรอบงบประมาณเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่ TOR จริงที่จะใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด

2. หากงบประมาณได้รับอนุมัติ โครงการจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดมา โดย กทม.ต้องเริ่มจัดทำ TOR ใหม่อย่างรอบคอบ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับ TOR เดิมในโครงการฯ ในปีงบประมาณที่ผ่านมาแล้ว ที่ผ่านมาสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 กระทรวง เข้าร่วมพิจารณา

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการร่วมมือป้องกันการทุจริต (คปท.) เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรม และได้เปิดให้ภาคเอกชนร่วมพิจารณ์หลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสสูงสุดอีกด้วย

เผยผลกระทบจากการถูกตัดงบประมาณ

หลังจากนี้ กทม.จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกลับไปใช้วิธีเช่ารถขยะเครื่องยนต์ดีเซลระยะสั้นต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้อุปกรณ์รุ่นเดิมที่ยังคงปล่อยมลพิษแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านตัวเลือกของผู้ให้บริการ ที่อาจมีตัวเลือกไม่มาก เพราะต้องเป็นผู้ให้บริการที่มีความพร้อมของยานพาหนะเท่านั้น

"สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้กรุงเทพฯ เสียโอกาสที่จะเป็นเมืองต้นแบบด้านพลังงานสะอาด และยังเสียโอกาสในการผลักดันโครงการที่คุ้มค่าในเชิงของค่าใช้จ่าย เพราะรถ EV สามารถประหยัดเงินค่าเชื้อเพลิงได้มหาศาล

“โดยมูลค่าโครงการภายใน 5 ปี อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท แต่ประหยัดพลังงานได้เป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท แปลว่านี่คือต้นทุนที่เราจ่ายจริงแค่ 21% เท่านั้น และส่วนต่างที่เหลือยังสามารถนำมาทำโครงการอื่นๆ ได้อีกด้วย” รองผู้ว่าฯ พรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

สส.พรรคประชาชน กาง 7 พิรุธเช่ารถขยะ EV กทม.หมื่นล้าน

ด้านนาย ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ เขต 9 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความชี้แจงและเปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีโครงการเช่ารถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ของกรุงเทพมหานคร โดยระบุถึง 7 ประเด็นพิรุธสำคัญที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านการใช้รถขยะ EV แต่จำเป็นต้องทักท้วงเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชน

สำหรับพิรุธประการแรก คือ ประวัติการผ่านงบประมาณตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ส.ก. พรรคประชาชนได้โหวตอนุมัติงบประมาณให้ผู้ว่าฯ กทม. ไปเช่ารถขยะ EV ไม่น้อยกว่า 11 โครงการ รวมวงเงินกว่า 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2566 ผ่านงบเช่ารถขยะ EV 3 โครงการ วงเงิน 3,900 ล้านบาท ปี 2567 ผ่านงบเช่ารถขยะ EV 4 โครงการ วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. ยังนำงบกลางไปเช่ารถขยะ EV อีก 4 โครงการ วงเงิน 241 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2568 ส.ก.พรรคประชาชนยังช่วยโหวตกันงบเหลื่อมปีไม่ให้โครงการรถขยะ EV ตกด้วย แต่ ส.ก.อีกหลายคนกลับโหวตไม่ให้ผู้ว่าฯ กันงบเหลื่อมปี

ส่วนในปี 2569 ส.ก.พรรคประชาชนก็โหวตผ่านงบจ้างเหมาบริการ (Outsource) เก็บขยะด้วยรถ EV และโหวตตัดเฉพาะโครงการจ้างเหมารถกวาดขยะเนื่องจากยังเสนอเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป สะท้อนว่าเราสนับสนุนรถ EV มาโดยตลอด แต่เหตุผลที่ กทม. ยังไม่มีรถขยะ EV ใช้แม้แต่คันเดียว ทั้งที่ได้งบไปกว่า 10,000 ล้านบาทแล้ว เกิดจากการที่ กทม. จัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมายและผิดระเบียบ มีการเขียน TOR ล็อกสเปก กีดกันการแข่งขัน เอื้อเอกชนบางราย และทำงบประมาณผิดพลาดจนโดนทักท้วงและโครงการล่มคามือไปทั้ง 11 โครงการ

ประการที่สอง ในเสนองบประมาณปี 2570 ฝ่ายบริหาร กทม. ของบเช่ารถขยะ EV เพิ่มอีก 4 โครงการ วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งรอบนี้ ส.ก.พรรคประชาชนไม่สามารถผ่านงบให้ได้ เนื่องจาก กทม. มาขอให้สภาฯ "ตีเช็คเปล่า" โดยไม่ยอมนำร่าง TOR มาแสดง

ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม. ก็ประกาศกลางสภาฯ ว่าไม่มีร่าง TOR ทั้งที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กทม. เขียน TOR มาโดยตลอด และเพิ่งไปสืบราคากับเอกชนมา ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการส่งร่าง TOR ให้เอกชนดูเบื้องต้นเพื่อทำราคา การมาอ้างว่าไม่มีร่าง TOR ในโครงการแก้ไขปรับปรุงที่เคยล่มไปจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด และในเมื่อโครงการเดิมมีประวัติทุจริต สภา กทม. จึงไม่สามารถหลับตาผ่านงบประมาณให้ได้ เพราะสภาฯ ไม่ใช่ตรายาง

ประการที่สาม คือประวัติความผิดปกติในอดีต โดยเฉพาะโครงการเช่ารถขยะ EV ระยะสั้น 270 วัน จำนวน 4 โครงการที่มีขบวนการวางแผนเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัท โดยเจาะจงเชิญเฉพาะบางบริษัทเข้าเสนอราคาแทนที่จะเปิดกว้าง และมีการกำหนด TOR ให้ส่งมอบรถขยะ EV จำนวน 470 คันภายในระยะเวลาเพียง 30 วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เว้นแต่จะมีบริษัทที่สั่งซื้อรถมารอล่วงหน้า ให้สอดรับกับการทำ TOR เพื่อล็อกสัญญาระยะสั้นก่อนต่อยอดไปสู่สัญญาระยะยาว จนทำให้มีเอกชนยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียวและชนะไป แต่สุดท้าย โครงการเหล่านี้ก็ถูกตรวจสอบจนล่มไปในที่สุด

ประการที่สี่ คือการที่ กทม. ปฏิเสธการทดลองใช้วิ่งรถ (Pilot) เป็นเวลา 1-2 เดือน ทั้งที่มีข้อเสนอแนะจาก ป.ป.ช. ส่งไปยัง ครม. ว่าควรทดลองใช้รถก่อน เพื่อให้ กทม. มีประสบการณ์ในการกำหนดสเปกรถ บริหารการวิ่งรถ และดูแลสถานีชาร์จเพื่อไม่ให้เสียค่าโง่ ซึ่งที่ผ่านมา กทม. วางตัวเป็นเจ้าพ่อแห่งการ Pilot ทำโครงการทดลองมาโดยตลอด แต่สำหรับโครงการเช่ารถขยะ EV ที่ กทม. ไม่เคยมีประสบการณ์ กลับยืนยันที่จะไม่ทำ Pilot ก่อนเซ็นสัญญา แต่เลือกไปเสี่ยงเซ็นสัญญาวงเงิน 6,000 ล้านบาท แล้วค่อยไปทดสอบรถหลังได้ผู้ชนะแล้วเท่านั้น

ประการที่ห้า คือการบิดเบือนข้อมูลเปรียบเทียบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นก็ใช้รถขยะ EV ทั้งที่ข้อเท็จจริง อปท. อื่นใช้วิธีจ้างเหมาบริการ (Outsource) ที่ผลักความเสี่ยงทั้งหมดไปให้เอกชนรับผิดชอบ ทั้งตัวรถ พนักงาน และสถานีชาร์จ แต่ของ กทม. กลับใช้วิธีแยกสัญญาเช่ารถ ทำให้ กทม. ต้องแบกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีรถเสียหายจากการใช้งาน พนักงานของ กทม. ทำรถพัง หรือสถานีชาร์จที่ กทม. ทำสัญญากับการไฟฟ้าจนต้องรับผิดชอบเองหากเกิดเหตุขัดข้อง การนำเรื่องการจ้างเหมาบริการของ อปท. อื่นมาปะปนกับการเช่ารถของ กทม. จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง

ประการที่หก คือความย้อนแย้งเรื่องการแยกสัญญาเช่ารถกับสถานีชาร์จ โดยผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงกลางสภาฯ ว่าการทำสถานีชาร์จมีราคาแพง เอกชนต้องใช้เวลาคืนทุนถึง 10 ปี กทม. จึงประสานให้การไฟฟ้าเป็นผู้ลงทุนเอง แต่ในโครงการเช่ารถบรรทุกน้ำ EV ที่ กทม. ขอจัดตั้งงบประมาณในปีนี้เหมือนกัน กทม. กลับกำหนดให้เอกชนต้องเป็นผู้จัดทำสถานีชาร์จด้วย จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดรถบรรทุกน้ำ EV ให้เอกชนทำสถานีชาร์จได้ แต่รถขยะ EV กลับให้ กทม. ดำเนินการเอง

ประการที่เจ็ด คือการแก้ปัญหาขยะตกหล่น-เก็บไม่ทันอย่างไม่ตรงจุด เพราะปัญหานี้มีสาเหตุหลักมาจากการที่ กทม. ขาดแคลนบุคลากรเก็บขยะ ซึ่งทางแก้ที่แท้จริงคือการจ้างเหมาบริการ (Outsource) ทั้งระบบที่สามารถกำหนดให้ใช้รถ EV และรับพนักงานเดิมของ กทม. เข้าทำงานได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แม้ฝ่ายบริหาร กทม. เคยประกาศว่าจะทำ Outsource ทั้งหมด แต่งบแปรที่เสนอออกมากลับมีโครงการ Outsource ขนาดเล็กเพียง 1 โครงการ

ส่วนที่เหลือยังคงเป็นโครงการเช่ารถขยะ EV 3 โครงการ วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาทตามเดิม ซึ่งการเช่ารถระยะยาวจะทำให้ระบบ Outsource ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนคนเก็บขยะในระยะยาวได้จริง

ศุภณัฐกล่าวทิ้งท้ายว่า กทม. ยังมีสิทธิเสนองบกลางปีหรือเสนอขอจัดตั้งงบประมาณในปีถัดไปได้ ทั้งโครงการเช่ารถขยะ EV และการจ้างเหมาบริการ Outsource แต่ กทม. จะต้องชี้แจงและเคลียร์ความชัดเจนใน 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ชี้แจงเหตุผลที่ไม่ยอม Pilot ทดลองใช้รถก่อน 2. เปิดเผยร่าง TOR ที่โปร่งใส ไร้การล็อกสเปก 3. เคลียร์ข้อสงสัยเรื่องการทุจริตในโครงการเดิม 4. จัดทำแผนเพิ่มสัดส่วนการ Outsource ในระยะยาว และ 5. เคลียร์ความย้อนแย้งเรื่องการทำสถานีชาร์จ

"คนเราถ้าจะทำงานกัน ก็ตรงไปตรงมา ชี้แจงให้เคลียร์ ทุกคนพร้อมผ่านงบให้ แต่ถ้าจะเห็นสภา กทม. เป็นตรายาง จะให้ตีเช็คเปล่า จะจับยัดมืออะไรก็ได้ แบบนี้คงไม่ได้นะครับ" ศุภณัฐกล่าว