
กองทุนสื่อฯ จี้คุมแพลตฟอร์ม ดัน ‘National Platform’ ดึงรายได้กลับไทย
กองทุนสื่อฯ จี้รัฐออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์มออนไลน์ เสนอ National Platform ดึงรายได้-ภาษีกลับไทย เผยครีเอเตอร์ 9 ล้านคน เงินหมุน 4 หมื่นล้าน เร่งคลอดไกด์ไลน์ยกระดับอาชีพอินฟลูเอนเซอร์
KEY
POINTS
- กองทุนพัฒนาสื่อฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์โดยตรง ชี้ว่ากฎหมายที่มีอยู่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- มีการเสนอให้จัดตั้ง "National Platform" หรือแพลตฟอร์มแห่งชาติ เพื่อสร้างกลไกให้รายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัลและภาษีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ประเทศไทย
- เป้าหมายของแพลตฟอร์มแห่งชาติคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและช่วยให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือครีเอเตอร์รายย่อย
“ราชดำเนินเสวนา” เปิดวงถกอนาคตคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย กองทุนพัฒนาสื่อฯ จี้รัฐเร่งมีกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ ชี้กฎหมายเดิมตามไม่ทัน เสนอสร้าง “National Platform” ดึงรายได้และภาษีกลับประเทศ ขณะที่สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยเร่งคลอดไกด์ไลน์ยกระดับสู่อาชีพ
กองทุนสื่อฯ จี้คุมแพลตฟอร์มออนไลน์
เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ราชดำเนินเสวนา” หัวข้อ “จากยอดวิวสู่ความรับผิดชอบ: เสรีภาพสร้างสรรค์บนมาตรฐานจริยธรรม” เปิดเวทีถกปัญหาและทิศทางการกำกับดูแลสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในยุคแพลตฟอร์มออนไลน์
ดร.ธนกร ศรีสุกใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ระบบนิเวศสื่อในปัจจุบันประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ แพลตฟอร์ม สื่อมวลชน และผู้สร้างเนื้อหา หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสังคมได้ เพราะมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการสร้างตัวตน ความเชื่อ และทัศนคติ
ดร.ธนกรระบุว่า กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งกฎหมายหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและสื่อออนไลน์ได้ทัน จึงถึงเวลาที่ต้องยกระดับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม และสร้างกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม
ชู National Platform ดึงเงิน-ภาษีกลับประเทศ
อีกโจทย์สำคัญคือเม็ดเงินจากเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่ปัจจุบันพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นหลัก ดร.ธนกรมองว่า ประเทศไทยควรพิจารณาจัดทำ “National Platform” หรือแพลตฟอร์มแห่งชาติ เพื่อสร้างรายได้ภายในประเทศและเปิดทางให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีควรเกิดขึ้นหลังจากมีกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน โดยมองว่าไม่ควรผลักภาระไปยังผู้บริโภคหรือครีเอเตอร์รายย่อย เนื่องจากครีเอเตอร์จำนวนมากไม่ได้มีรายได้สูง
“National Platform” จึงถูกเสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม ผู้สร้างคอนเทนต์ และองค์กรวิชาชีพ พร้อมมีกฎหมายและองค์กรเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง
เผยไทยมีครีเอเตอร์ 9 ล้านคน เงินหมุน 4 หมื่นล้าน
ด้านนายกล้า ตั้งสุวรรณ อุปนายกด้านการยกระดับครีเอเตอร์สู่สื่อสาธารณะ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ประมาณ 9 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และกลายเป็นหนึ่งในอาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่
แต่ปัจจุบันอาชีพครีเอเตอร์ยังขาดระบบรองรับที่ชัดเจน ทั้งด้านสถานะอาชีพและมาตรฐานการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะเมื่อครีเอเตอร์ถูกมองรวมกับอินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน
นายกล้ากล่าวว่า สมาคมฯ ต้องการผลักดันให้วงการครีเอเตอร์สามารถกำกับดูแลกันเองได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับอาชีพ ก่อนที่จะมีกลไกจากภายนอกเข้ามากำกับ
จ่อคลอดไกด์ไลน์ครีเอเตอร์ ยกระดับเป็นอาชีพ
สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยอยู่ระหว่างจัดทำ ไกด์ไลน์แนวทางปฏิบัติสำหรับอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ โดยหารือกับหลายภาคส่วน เพื่อกำหนดมาตรฐานการทำงานที่เหมาะสม
หนึ่งในประเด็นที่ต้องทำให้ชัดคือกรณี “อินฟลูเอนเซอร์สายข่าว” ซึ่งไม่ควรนำเสนอตัวเองว่าเป็นนักข่าว รวมถึงต้องกำหนดนิยามของอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้ชัดเจน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับ มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง และช่วยให้เม็ดเงินโฆษณาที่เกิดจากตลาดคอนเทนต์หมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น
อินฟลูฯ แฉคอนเทนต์สายดำ-เทา มีเงินจ้าง-ทนายรับมือคดี
นายจิรายุ จันทรวงศ์ อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของช่อง TikTok “ตุ๊ดย่อยข่าว” กล่าวว่า ปัจจุบันอัลกอริทึมมีบทบาทอย่างมากต่อการจัดการคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ขณะที่บางเนื้อหาไม่ได้ผ่านการคัดกรองเพียงพอ
ในวงการมีทั้งคอนเทนต์สายขาว สายเทา และสายดำ โดยบางกรณีเอเจนซี่หรือผู้ติดต่องานมีข้อเสนอเป็นเงิน รวมถึงมีทีมทนายให้คำปรึกษาหากเกิดการฟ้องร้อง ทำให้ครีเอเตอร์ที่ขาดความแข็งแกร่งอาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในเนื้อหาที่มีความเสี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม แม้ “ยอดวิว” จะเป็นสิ่งที่ครีเอเตอร์ต้องการ แต่ไม่ควรให้ยอดวิวอยู่เหนือความน่าเชื่อถือ เพราะหากเกิดความผิดพลาดหรือดรามา อาจกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว โดยเฉพาะคอนเทนต์เกี่ยวกับบุคคลที่ต้องตรวจสอบประวัติและข้อมูลให้รอบด้าน ครีเอเตอร์จึงต้องใช้ “ความน่าเชื่อถือนำไวรัล” เพราะความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สร้างเองและไม่สามารถซื้อได้
นักวิชาการห่วงจริยธรรม กฎหมายต้องคุมคอนเทนต์เสี่ยง
ด้าน น.ส.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่ “จริยธรรม” และความเป็นมืออาชีพ
การยกระดับอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพจึงไม่ควรจบเพียงการจดทะเบียน แต่ต้องมีแนวปฏิบัติและมาตรฐาน ขณะที่กฎหมายควรให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มีความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน เช่น เนื้อหาด้านการแพทย์และการลงทุน
สภาผู้บริโภคเตือนสินค้าปลอมเกลื่อนแพลตฟอร์ม
ขณะที่ น.ส.สถาพร อารักษ์วทนะ หัวหน้าฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังมีจำนวนมาก รวมถึงการร้องเรียนเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ามีมาตรฐาน อย. หรือ มอก. แต่กลับพบสินค้าปลอม เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและปลั๊กไฟ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงจากสินค้าอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์
“ยอดวิว” อาจสร้างรายได้ในระยะสั้น แต่ ความน่าเชื่อถือและจริยธรรม เป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศสื่อ โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งแพลตฟอร์ม สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ ครีเอเตอร์ และหน่วยงานรัฐ เพื่อไม่ให้การสร้างคอนเทนต์กลายเป็นช่องทางสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค







