thansettakij
thansettakij
‘กุลวลี’ ไม่ถอย เร่งแก้เงินเยียวยาช้างป่าล่าช้า ลดขั้นตอนเหลือ 30 วัน

‘กุลวลี’ ไม่ถอย เร่งแก้เงินเยียวยาช้างป่าล่าช้า ลดขั้นตอนเหลือ 30 วัน

29 ส.ค. 69 | 04:47 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 69 | 04:47 น.

“กุลวลี” เดินหน้าปลดล็อกเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า หลัง 70 รายรอเงินกว่า 6 เดือน ด้านกรมอุทยานฯ ลดขั้นตอนภายในจาก 45 วันเหลือ 30 วัน พร้อมเร่งหาทางแก้กลไกการจ่ายเงินให้เร็วขึ้น

KEY

POINTS

  • กมธ.ที่ดินฯ นำโดย 'กุลวลี' ผลักดันการแก้ปัญหาเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าที่ล่าช้านานกว่า 6 เดือน
  • กรมอุทยานฯ ได้ปรับลดขั้นตอนภายในในการเสนอของบกลางจากเดิม 45 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือในเบื้องต้น
  • ชี้สาเหตุหลักของความล่าช้าเกิดจากกลไกการจ่ายเงินที่ต้องรองบประมาณกลาง จึงมีข้อเสนอให้ใช้วงเงินทดรองราชการเพื่อจ่ายก่อน

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เดินหน้าผลักดันการแก้ปัญหา เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าล่าช้า หลังประชาชนต้องรอเงินนานกว่า 6 เดือน โดยยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯ จะไม่ถอย และเตรียมนำข้อจำกัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือกับผู้บริหารระดับสูงและผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

‘กุลวลี’ ไม่ถอย เร่งแก้เงินเยียวยาช้างป่าล่าช้า ลดขั้นตอนเหลือ 30 วัน

ปัญหาดังกล่าวถูกหยิบขึ้นหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานด้านการเงินการคลัง เพื่อหาแนวทางเร่งรัดการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า

จากการเยียวยารอบที่ผ่านมา มีผู้ได้รับผลกระทบ 70 ราย วงเงินประมาณ 7.3 ล้านบาท แต่กระบวนการตั้งแต่การดำเนินการจนเงินถึงมือประชาชนใช้เวลานานกว่า 6 เดือน แม้ทุกหน่วยงานจะทำงานอย่างเต็มที่ก็ตาม

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่เป็นข้อจำกัดของ กลไกการจ่ายเงิน เนื่องจากปัจจุบันการจ่ายเงินเยียวยาต้องรอการจัดสรรงบกลางเป็นงวด ๆ ทำให้กระบวนการช่วยเหลือประชาชนเกิดความล่าช้า

ชูวงเงินทดรองราชการ ตัดขั้นตอนรอจัดสรรงบกลาง

หนึ่งในแนวทางที่กรมอุทยานฯ เสนอ คือการขอให้มี วงเงินทดรองราชการ สำหรับนำไปจ่ายเงินเยียวยาก่อน แล้วจึงขอเงินชดใช้ภายหลัง ซึ่งจะช่วยตัดขั้นตอนการรอจัดสรรงบประมาณออกไป และทำให้เงินถึงผู้ได้รับผลกระทบเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางให้ความเห็นว่า การแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องยังมีข้อจำกัดและดำเนินการได้ไม่ง่าย ขณะที่สำนักงบประมาณชี้แจงว่า การใช้งบกลางจำเป็นต้องจัดสมดุลระหว่างภารกิจต่าง ๆ ของประเทศ โดยพิจารณาถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของแต่ละภารกิจ

‘กุลวลี’ ไม่ถอย เร่งแก้เงินเยียวยาช้างป่าล่าช้า ลดขั้นตอนเหลือ 30 วัน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า เข้าใจข้อจำกัดของทุกหน่วยงาน และขอบคุณที่ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา แต่คณะกรรมาธิการฯ จะยังเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อ เพราะในระหว่างที่ทุกฝ่ายกำลังหาข้อยุติ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่ายังคงรอความช่วยเหลืออยู่

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหนังสือชี้แจงข้อจำกัดและข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งมายังคณะกรรมาธิการฯ เพื่อรวบรวมปัญหาและนำไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงและผู้มีอำนาจตัดสินใจในลำดับต่อไป พร้อมยืนยันว่าจะติดตามเรื่องอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

กรมอุทยานฯ ลดขั้นตอน 45 เหลือ 30 วัน เร่งเงินถึงมือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่หน่วยงานสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแก้ไขระเบียบ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งปรับลดขั้นตอนภายในของกรมในการรวบรวมและเสนอคำขอรับการสนับสนุนงบกลาง จากเดิม 45 วัน เหลือ 30 วัน ก่อนส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณาต่อไป

คณะกรรมาธิการฯ มองว่า การลดขั้นตอนดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาในส่วนที่หน่วยงานสามารถทำได้ทันที โดยนางสาวกุลวลีระบุว่า แม้การลดขั้นตอนลง 15 วันอาจดูเป็นตัวเลขไม่มาก แต่สำหรับครอบครัวที่กำลังเดือดร้อน ระยะเวลา 15 วันมีความหมาย พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานพิจารณาว่ายังมีขั้นตอนใดที่สามารถลดลงได้อีก

เดินหน้า 3 แนวทาง ปลดล็อกเยียวยาถึงต้นเหตุ

นางสาวกุลวลี กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะเดินหน้าผลักดัน 3 เรื่องควบคู่กัน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่

  • หนึ่ง ผลักดันให้มีกลไกทางการเงินที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้รวดเร็วขึ้นอย่างเป็นระบบ
  • สอง ลดขั้นตอนในทุกจุดที่หน่วยงานสามารถดำเนินการได้เองทันที เพื่อให้เงินถึงประชาชนเร็วขึ้น
  • สาม ยกระดับระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อช่วยลดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง

ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ มองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเร่งจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย แต่ต้องพัฒนาระบบป้องกันควบคู่กันไป เพราะ การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ย่อมดีกว่าการตามเยียวยาภายหลัง ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาช้างป่าในระยะต่อไป