
อุตสาหกรรมไม้ รุ่งอรุณเศรษฐกิจยุคใหม่ ปั้นไทยฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน
สถาบัน FKII และสถาบันทิวา เสนอโมเดลยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ Wood Economy บนฐาน BioEconomy ถอดบทเรียน "ซูเฉียนโมเดล" ของจีน ชูนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง ปักหมุดไทยเป็นฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวอาเซียน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ควบคู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- เสนอแนวคิดยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ "เศรษฐกิจไม้" (Wood Economy) โดยใช้นวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการก่อสร้างสีเขียวของอาเซียน
- ถอดบทเรียนความสำเร็จจาก "ซูเฉียนโมเดล" ของจีน ที่เปลี่ยนเมืองเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก ผ่านการบริหารป่าเศรษฐกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
- ชู 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐาน, การส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้มูลค่าสูง และการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต
- มีการสร้างความร่วมมือกับเมืองซูเฉียน ประเทศจีน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมไม้ขั้นสูง สนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว
ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมไม้จากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ Wood Economy หรือเศรษฐกิจไม้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยอาศัยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering) และเศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy) เป็นฐานการพัฒนา
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand) และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (Tiva Transformation Valley) ได้เสนอรายงานปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง "ก้าวใหม่อุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียว : ถอดรหัส Wood Economy ซูเฉียนโมเดล" โดยเสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมไม้ไทยให้เป็นฐานการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียวของภูมิภาค
ถอดบทเรียน "ซูเฉียนโมเดล"
รายงานระบุว่า เมืองซูเฉียน มณฑลเจียงซู ประเทศจีน สามารถพลิกจากเมืองเกษตรกรรมสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ระดับโลก มีมูลค่าการผลิตกว่า 60,000 ล้านหยวนต่อปี จากการพัฒนา 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การบริหารป่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาผลิตภัณฑ์วิศวกรรมไม้ขั้นสูง เช่น LVL, Wood I-Beam และ CLT รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 300,000 คน และช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 2-3 เท่า
ไทยมีฐานวัตถุดิบ พร้อมต่อยอดมูลค่าเพิ่ม
รายงานประเมินว่า ไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบจากไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และไม้โตเร็ว ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้งอุตสาหกรรมแผ่นไม้ประกอบ เยื่อและกระดาษ พลังงานชีวมวล การส่งออกชิ้นไม้สับ รวมถึงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และก่อสร้าง
ปัจจุบันอุตสาหกรรมไม้ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000-250,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้วิศวกรรมและวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ แทนการส่งออกวัตถุดิบ
ชู 3 เสาหลัก ขับเคลื่อน Wood Economy
รายงานเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อผลักดัน Wood Economy ได้แก่
- ปฏิรูปกฎหมายและมาตรฐานการก่อสร้าง รองรับการใช้ไม้วิศวกรรม เช่น CLT, LVL และ Glulam รวมถึงเปิดทางให้ไม้เศรษฐกิจใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
- ส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไม้มูลค่าสูง โดยสนับสนุนการวิจัย การทดสอบมาตรฐาน และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับการผลิตวัสดุก่อสร้างสีเขียว
- พัฒนาระบบคาร์บอนเครดิต เปิดโอกาสให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มจากการปลูกป่าเศรษฐกิจและการกักเก็บคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ไม้
ปักหมุดไทยสู่ฮับก่อสร้างสีเขียวอาเซียน
รายงานระบุว่า หากยุทธศาสตร์ Wood Economy เดินหน้าอย่างจริงจัง จะสร้างผลลัพธ์สำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจมากกว่า 10 ล้านไร่ สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ยกระดับอุตสาหกรรมไม้และวัสดุก่อสร้างสีเขียวของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนผ่านการเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไม้
ไทย-ซูเฉียน จับมือยกระดับอุตสาหกรรมไม้
ภายหลังการเดินทางเยือนเมืองซูเฉียนของคณะผู้แทนไทย นำโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร และนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ได้หารือกับผู้บริหารเมืองซูเฉียน และบรรลุความตกลงสร้างความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไม้ขั้นสูง และผลักดันประเทศไทยสู่ ฮับนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวบนฐาน Wood Economy และ BioEconomy ในอนาคต







