
กทม.คุมเข้ม 2 จุดเสี่ยง รื้อเครนหัก เฝ้าระวังวงเวียนใหญ่ต่อเนื่อง
ชัชชาติ ลงพื้นที่ติดตาม 2 จุดเสี่ยง ทั้งเหตุแขนเครนหักแยกเจริญเมืองและถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อถอนภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด พร้อมเฝ้าระวังโครงสร้างและดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด
KEY
POINTS
- กทม. สั่งรื้อถอนแขนเครนที่หักบริเวณโครงการก่อสร้างย่านปทุมวัน โดยเน้นมาตรการความปลอดภัยและวางแผนจัดการจราจรเพื่อลดผลกระทบ
- สถานการณ์ถนนทรุดที่วงเวียนใหญ่ยังทรงตัว ไม่พบรอยร้าวหรือการทรุดตัวเพิ่มเติม และปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- มีการติดตั้งอุปกรณ์เฝ้าระวังความปลอดภัยของอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างประเมินเพื่อพิจารณาเปิดเส้นทางให้รถโดยสารประจำทางกลับมาใช้งาน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ 2 จุดสำคัญในช่วงเช้าวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ เหตุแขนเครนหักบริเวณโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมแยกเจริญเมือง ใกล้วัดดวงแข เขตปทุมวัน และพื้นที่เฝ้าระวังถนนทรุดบริเวณวงเวียนใหญ่ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้เส้นทาง
กรณีแขนเครนหักเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากอิทธิพลของลมกระโชกแรงระหว่างเกิดพายุ ส่งผลให้แขนเครนของโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหักและพาดอยู่บนตัวอาคาร แต่ไม่ได้ตกลงสู่พื้นด้านล่าง และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ในวันนี้จะเริ่มดำเนินการรื้อถอนแขนเครน โดยทยอยตัดชิ้นส่วนและเคลื่อนย้ายน้ำหนักถ่วง (Counterweight) ออกจากพื้นที่ พร้อมกำชับให้ผู้รับจ้างดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสานการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนปิดการจราจรเฉพาะบริเวณที่จำเป็นระหว่างการปฏิบัติงาน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด
จากนั้น นายชัชชาติได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ถนนทรุดบริเวณวงเวียนใหญ่ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าสถานการณ์ล่าสุดยังอยู่ในระดับทรงตัว ไม่พบรอยแตกร้าวเพิ่มเติม และผลการตรวจวัดไม่พบการทรุดตัวเพิ่มขึ้น แม้ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดพายุในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร แต่บริเวณดังกล่าวมีฝนตกไม่มาก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงาน
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อุโมงค์ก่อสร้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เหลือเพียงประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังคงติดตั้งกล้องมอนิเตอร์และอุปกรณ์ตรวจวัดความเอียงของอาคาร (Tiltmeter/Inclinometer) เพื่อติดตามความปลอดภัยของโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยผลการตรวจสอบล่าสุดยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
สำหรับการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุถนนทรุด ผู้พักอาศัยส่วนใหญ่ได้ย้ายไปพักอาศัยที่โรงแรมหรือที่พักส่วนตัวแล้ว โดยบริษัทผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลในช่วงเช้าวันนี้ ยังมีผู้พักอาศัยอีก 7 รายที่ยังไม่ยอมย้ายออกจากอาคาร ซึ่งผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตาม ดูแล และสร้างความเข้าใจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความปลอดภัยสูงสุด
ส่วนการจราจรโดยรอบพื้นที่วงเวียนใหญ่ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และพิจารณาเปิดให้รถโดยสารประจำทางสามารถกลับมาใช้เส้นทางผ่านพื้นที่ได้อีกครั้ง หากผลการประเมินด้านความปลอดภัยยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเติม






