thansettakij
thansettakij
รัฐเร่งปั้นเทคโนโลยี เปิดแผน 4 ปี สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หนุน AI - อุตสาหกรรมขั้นสูง

รัฐเร่งปั้นเทคโนโลยี เปิดแผน 4 ปี สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หนุน AI - อุตสาหกรรมขั้นสูง

12 ก.ค. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ค. 69 | 04:30 น.

รัฐบาลเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมด้านความมั่นคงภายใน 4 ปี ดัน AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยี Dual-use ลดการพึ่งพาต่างชาติ พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ หนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไทยระยะยาว

KEY

POINTS

  • รัฐบาลร่วมมือกับกระทรวง อว. และกระทรวงกลาโหม เปิดแผน 4 ปี สร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคง" ของประเทศ
  • มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
  • มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Dual-use ที่สำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย

วันนี้ 12 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงกลาโหม

เพื่อสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย" ภายใน 4 ปี มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีของไทยให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้จะบูรณาการการสนับสนุนงานวิจัยจากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และหน่วยงานผู้ใช้ ให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญของการดำเนินงาน คือการปรับรูปแบบการสนับสนุนงานวิจัยจากการเป็น "ผู้ให้ทุน" (Granting Agency) มาเป็น "ผู้ร่วมพัฒนา" ผ่านกลไกหน่วยบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit : PMU) ที่จะทำงานร่วมกับนักวิจัยตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การสร้างต้นแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการส่งมอบผลงานที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ช่วยลดข้อจำกัดของระบบเดิม และเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น

รัฐบาลยังผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Dual-use ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งภาคพลเรือนและภารกิจด้านความมั่นคง ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบเซนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่

พร้อมสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทยให้เติบโตสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงเตรียมจัดโครงการ Defense Grand Challenge เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย คนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความมั่นคง และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

ภายในงาน THAIDEF-EX 2026 ยังมีการจัดแสดงผลงานจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไทยหลายแห่ง อาทิ ระบบตรวจจับและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์กู้ภัย โดรน ระบบตรวจการณ์ชายแดน แบตเตอรี่ลิเธียมสำหรับยานยนต์ทางทหาร ระบบผลิตไฟฟ้าเคลื่อนที่ และเทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง

"ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เชื่อมโยงกับการใช้งานจริงมากขึ้น เปิดโอกาสให้นักวิจัย สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานผู้ใช้ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากนวัตกรรมของคนไทย" ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบวิจัยและนวัตกรรมด้านความมั่นคงของประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงกลาโหม เพื่อสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย" ภายใน 4 ปี