
“ดร.เอ้” วิเคราะห์สาเหตุน้ำทะลักอุโมงค์สายสีม่วงใต้ เตือน “ยิ่งสูบยิ่งทรุด” แนะวิธีแก้เร่งด่วน
ดร.เอ้ ชี้สาเหตุน้ำทะลักอุโมงค์สายสีม่วงใต้ เกิดจากแรงดันน้ำใต้ดินมหาศาลที่ความลึก 30 เมตร ดันทะลุบ่อพักน้ำเข้ามาในอุโมงค์ เตือนการสูบน้ำออกจากอุโมงค์ ระวังดินโดยรอบทรุดตัวรุนแรงขึ้น ห่วงกระทบต่ออาคารและสะพาน
KEY
POINTS
- ดร.เอ้ ชี้สาเหตุน้ำทะลักเกิดจากแรงดันน้ำใต้ดินมหาศาลที่ความลึก 30 เมตร ซึ่งดันทะลุบ่อพักน้ำเข้ามาในอุโมงค์
- เตือนว่าการสูบน้ำออกจากอุโมงค์เพียงอย่างเดียวจะยิ่งทำให้ดินโดยรอบทรุดตัวรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออาคารและสะพาน
- แนะแนวทางแก้ไขเร่งด่วนด้วยการอัดฉีดปูน (Grouting) เพื่อเสริมความแข็งแรงของดิน หรือการเติมน้ำเข้าอุโมงค์เพื่อสร้างแรงดันต้าน (Pressure Balance) ก่อนซ่อมรอยรั่ว
- ย้ำให้ติดตั้งเครื่องมือวัดการทรุดตัวทันที เพื่อเฝ้าระวัง "การทรุดตัวไม่เท่ากัน" ซึ่งเป็นอันตรายและอาจต้องอพยพประชาชน
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้โพสต์คลิปวีดีโอผ่านเฟซบุ๊ก เอ้ สุชัชวีร์ อธิบายสาเหตุและวิธีแก้ไข กรณีที่เกิดน้ำทะลักเข้าอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงใต้ ระหว่างการก่อสร้างบริเวณใต้ถนนประชาธิปก ใกล้วงเวียนใหญ่ โดยชี้ให้เห็นถึงสาเหตุทางวิศวกรรมและแนวทางการรับมือที่สำคัญ
แรงดันมหาศาลจากใต้ดิน สาเหตุน้ำทะลัก
ศ.ดร.สุชัชวีร์ อธิบายว่า อุโมงค์ดังกล่าวมีความลึกถึง 30 เมตรจากผิวถนน ซึ่งในบริเวณนั้นมีระดับน้ำใต้ดินสูงมาก โดยอยู่ลึกเพียง 10-12 เมตรเท่านั้น สภาพดินประกอบด้วยชั้นดินทรายและดินเหนียว ซึ่งเมื่ออุโมงค์อยู่ลึกลงไปใต้ระดับน้ำมาก จะเกิดแรงดันน้ำมหาศาล โดยที่ความลึกระดับนี้จะมีแรงดันถึง 20 ตันต่อตารางเมตร กดทับลงมาที่ตัวอุโมงค์
โดยปกติวิศวกรจะออกแบบให้ผนังอุโมงค์มีน้ำซึมเข้าได้เล็กน้อยเพื่อลดแรงดัน และทำ “บ่อพักน้ำ” (Sump Pit) ไว้ที่จุดต่ำสุดเพื่อสูบน้ำออก แต่เหตุการณ์ในช่วงวันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าแรงดันน้ำมหาศาลได้ดันทะลักเข้าทางตัวบ่อเก็บน้ำจากด้านล่าง ทำให้น้ำท่วมภายในอุโมงค์
ดินทรุดตัว กระทบบ้านเรือน-สะพาน
เมื่อน้ำทะลักเข้าสู่อุโมงค์ ศ.ดร.สุชัชวีร์อธิบายต่อไปว่า สิ่งที่ตามมาคือการทรุดตัวของชั้นดินทรายที่อยู่ล้อมรอบ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างที่พักอาศัยและอาคารบ้านเรือนเหนืออุโมงค์ จากข้อมูลพบว่า เสาตอหม้อสะพานในบริเวณนั้นทรุดตัวลงมาแล้วประมาณ 20 เซนติเมตร
ทั้งนี้ ตามหลักวิศวกรรมอุโมงค์ พื้นที่เฝ้าระวังจะมีระยะเท่ากับความลึกของอุโมงค์ เมื่ออุโมงค์ลึก 30 เมตร ผลกระทบจากการทรุดตัวจะแผ่ออกไปด้านข้างข้างละ 30 เมตร (ตามแนวเส้น 45 องศา) ซึ่งประชาชนในรัศมีนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
เตือน “ยิ่งสูบน้ำออก ยิ่งทรุด”
ศ.ดร.สุชัชวีร์ ให้คำแนะนำถึงวิธีการแก้ปัญหาว่า ห้ามทำการสูบน้ำออกเพียงอย่างเดียว เพราะหากสูบน้ำที่ทะลักออกโดยไม่หยุดน้ำจากต้นทาง จะยิ่งทำให้ดินทรุดตัวหนักขึ้นเพราะแรงดันน้ำ 20 ตันจะดันน้ำและดินเข้ามาเรื่อยๆ
สามารถทำการอัดฉีดปูน (Grouting) โดยใช้เครื่องเจาะทำดินซีเมนต์เพื่อเปลี่ยนชั้นทรายให้แข็งแรงขึ้นและป้องกันน้ำซึม แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะอาจรบกวนชั้นดินด้านบนได้
ในบางกรณีอาจต้องสูบน้ำประปาเข้าไปให้เต็มพื้นที่อุโมงค์เพื่อสร้างแรงดันจากภายในไปต้านแรงดันน้ำภายนอก เป็นการใช้แรงดันน้ำสู้ (Pressure Balance) แล้วจึงดำเนินการซ่อมรอยรั่วก่อนจะดูดน้ำออกภายหลัง
อย่างไรก็ตามศ.ดร.สุชัชวีร์ ระบุว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการทันทีคือการติดตั้งอุปกรณ์วัดการทรุดตัว สิ่งที่น่ากลัวกว่าการทรุดตัวทั่วไปคือ “การทรุดตัวไม่เท่ากัน” ซึ่งจะทำให้ตึกเอียงและเกิดรอยแยก หากพบว่ารอยแยกกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องอพยพประชาชนทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วนตอหม้อสะพานหากทรุดตัวเท่ากันยังพอแก้ไขได้ แต่ต้องเฝ้าระวังรอยปริแตกอย่างใกล้ชิด





