
สหพัฒน์ผนึกทุนยักษ์3ชาติ สยายปีกลุยธุรกิจครึ่งปีหลัง
เครือสหพัฒน์ ผนึกกลุ่มทุนยักษ์ 3 สัญชาติ “ญี่ปุ่น-เมียนมา-มาเลเซีย” สยายปีกลงทุนครึ่งปีหลังเต็มสตรีม หลังเห็นสัญญาณและโอกาสต่อยอดธุรกิจทั้งร้านอาหาร แฟชั่น ท่องเที่ยวครบวงจร ด้าน “บุณยสิทธิ์” ชี้สถานการณ์การค้าเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แนะมองทุกอย่างให้เป็นโอกาส
แหล่งข่าวระดับสูงจากเครือสหพัฒน์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เครือสหพัฒน์เตรียมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง โดยเตรียมจับมือกับกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และเมียนมา เพื่อลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยว แฟชั่น และร้านอาหาร เพื่อสร้างการเติบโตทั้งเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งกลุ่มทุนที่เข้ามาเป็นพันธมิตรส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเครือสพัฒน์มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร มีการค้าและร่วมธุรกิจระหว่างกันบ้างแล้ว เมื่อมีโอกาสและจังหวะจึงขยายความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มขึ้น
โดยบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า ร่วมลงทุนกับบริษัท โครากุเอ็น โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด ( Kourakuen Holdings Corporation) ประเทศญี่ปุ่นที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านราเมง จึงเตรียมจัดตั้งบริษัท เพรซิเดนท์ โคราคุเอ็น จำกัด ด้วยเงินลงทุน 25 ล้านบาท บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ฯ ถือหุ้นสัดส่วน 70% บริษัท โครากุเอ็นฯสัดส่วน 14% และถือหุ้นนามบุคคลในเครือสหพัฒน์อีก 16%
ส่วนธุรกิจแฟชั่น เป็นการร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒ์ โดยมีบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำ อาทิ แอร์โร่ ฯลฯ เป็นแกนนำในการร่วมทุนกับ เวิล์ด กรุ๊ป ( World Group) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินธุรกิจแฟชั่นด้วยการจัดตั้งบริษัท เวิลด์ สหแฟชั่น จำกัด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดด้านการลงทุนได้ เพราะต้องรายงานข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อน ขณะเดียวกันบริษัท ไทยอรุซ จำกัด ได้มีแผนร่วมลงทุนกับกลุ่มเอ็มเค ประเทศเมียนมา จัดตั้ง Arusu Myanmar Co.Ltd เพื่อดำเนินธุรกิจออกแบบตกแต่งร้านอาหารและร้านค้าประเภทต่างๆ
“เครือสหพัฒน์เป็นคู่ค้ากับกลุ่มเอ็มเคมานาน ซึ่งกลุ่มเอ็มเคเปรียบเสมือนบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ของเครือสหพัฒน์ เพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีธุรกิจหลากหลาย ที่ผ่านมากลุ่มเอ็มเคเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าของเครือสหพัฒน์และบริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ ทั้งมีแผนขยายธุรกิจอีกมากมาย เพื่อรองรับการเติบโต จึงจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบและตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่น”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ยังมีแผนร่วมทุนกับกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ (MayFlower Group) ประเทศมาเลเซีย จัดตั้งบริษัท เมย์ฟลาวเวอร์ สห (ประเทศไทย) จำกัด (Mayflower Saha (Thailand) Co., Ltd.) เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวครบวงจร โดยรูปแบบธุรกิจตลอดจนเม็ดเงินลงทุน และสัดส่วนผู้ถือหุ้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศมาเลเซีย จำเป็นต้องรายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับทราบข้อมูลก่อน
อย่างไรก็ตาม การที่เครือสหพัฒน์ร่วมทุนกับกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ในครั้งนี้ เป็นเพราะต้องการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ต้องการสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสทางการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง สามารถสร้างรายได้ให้กับเครือ แต่ที่ผ่านมาครือสหพัฒน์ไม่มีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจท่องเที่ยวมาก่อน แต่เป็นคู่ค้าสำคัญของกลุ่ม Tanchong ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเมย์ฟลาวเวอร์ ทำให้สามารถต่อยอดจนเกิดความร่วมมือกันในครั้งนี้
“ เมื่อ 2 ปีก่อนบริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เน้นทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ยังขาดประสบการณ์และความชำนาญ จึงเริ่มพูดคุยกับเมย์ฟลาวเวอร์เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดเป็นการร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจรในครั้งนี้ เพราะกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ถือเป็นผู้นำตลาดด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของมาเลเซีย และมีธุรกิจหลากหลาย อาทิ การให้บริการรถเช่า การจัดท่องเที่ยวแบบอินเซ็นทีฟ การจำหน่ายตั๋วเครื่องบินสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เป็นต้น”
ด้านนายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การลงทุนของเครือสหพัฒน์ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสในแต่ละธุรกิจ รวมถึงการเข้ามาเจรจาของกลุ่มทุนต่างชาติ อย่างกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อร่วมทุน เพราะเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจภายในประเทศญี่ปุ่นไม่ดีเท่าใดนัก และเครือสหพัฒน์ก็เปิดโอกาสให้กับทุกธุรกิจและทุกกลุ่มทุน แต่จะลงตัวธุรกิจอะไรนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจา
ขณะที่นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดการค้าเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก เมื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ ปัจจัยภายนอกหลายอย่างส่งผลกระทบมาก แต่ทุกอย่างล้วนเป็นโอกาสแทบทั้งสิ้น ซึ่งการดำเนินธุรกิจจะต้องใช้ความระมัดระวัง ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และเน้นประสิทธิภาพ เพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน และเกาะติดสถานการณ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เช่นนั้นอาจให้ธุรกิจหดตัวได้ การคาดการณ์ทิศทางตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
สำหรับเครือสหพัฒน์ในอดีตมีอัตราการเติบโตมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี แบบคูณ 3-4 หรือมากกว่า 10% ต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันหากเติบโตดีจะคูณ 1.5 เท่า ของจีดีพีเท่านั้น ส่วนกรณีเลวร้ายจะติดลบแต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มธุรกิจด้วย โดยปีนี้ได้ให้นโยบายกลุ่มสหพัฒน์ในการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวัง การลงทุนจะเน้นความปลอดภัย แต่ต้องมีความรวดเร็วทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งภาพรวมธุรกิจในเครือยังไม่มีธุรกิจใดน่าเป็นห่วง จากปีก่อนธุรกิจรองเท้าค่อนข้างไม่ดี ส่วนธุรกิจใดที่ทำแล้วขาดทุนก็ต้องปิดกิจการ โดยประเมินว่าขณะนี้ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การลงทุนนับจากนี้ยังต้องระวังปัจจัยหลายประการ อาทิ ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น เนื่องจากสถานการณ์ทุกปีไม่เหมือนกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,170
วันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
แหล่งข่าวระดับสูงจากเครือสหพัฒน์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เครือสหพัฒน์เตรียมขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง โดยเตรียมจับมือกับกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และเมียนมา เพื่อลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยว แฟชั่น และร้านอาหาร เพื่อสร้างการเติบโตทั้งเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งกลุ่มทุนที่เข้ามาเป็นพันธมิตรส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเครือสพัฒน์มาเป็นระยะเวลานานพอสมควร มีการค้าและร่วมธุรกิจระหว่างกันบ้างแล้ว เมื่อมีโอกาสและจังหวะจึงขยายความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มขึ้น
โดยบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์มาม่า ร่วมลงทุนกับบริษัท โครากุเอ็น โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด ( Kourakuen Holdings Corporation) ประเทศญี่ปุ่นที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านราเมง จึงเตรียมจัดตั้งบริษัท เพรซิเดนท์ โคราคุเอ็น จำกัด ด้วยเงินลงทุน 25 ล้านบาท บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ฯ ถือหุ้นสัดส่วน 70% บริษัท โครากุเอ็นฯสัดส่วน 14% และถือหุ้นนามบุคคลในเครือสหพัฒน์อีก 16%
ส่วนธุรกิจแฟชั่น เป็นการร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒ์ โดยมีบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นชั้นนำ อาทิ แอร์โร่ ฯลฯ เป็นแกนนำในการร่วมทุนกับ เวิล์ด กรุ๊ป ( World Group) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินธุรกิจแฟชั่นด้วยการจัดตั้งบริษัท เวิลด์ สหแฟชั่น จำกัด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดด้านการลงทุนได้ เพราะต้องรายงานข้อมูลกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อน ขณะเดียวกันบริษัท ไทยอรุซ จำกัด ได้มีแผนร่วมลงทุนกับกลุ่มเอ็มเค ประเทศเมียนมา จัดตั้ง Arusu Myanmar Co.Ltd เพื่อดำเนินธุรกิจออกแบบตกแต่งร้านอาหารและร้านค้าประเภทต่างๆ
“เครือสหพัฒน์เป็นคู่ค้ากับกลุ่มเอ็มเคมานาน ซึ่งกลุ่มเอ็มเคเปรียบเสมือนบริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ของเครือสหพัฒน์ เพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่และมีธุรกิจหลากหลาย ที่ผ่านมากลุ่มเอ็มเคเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าของเครือสหพัฒน์และบริษัท ไอ.ซี.ซี.ฯ ทั้งมีแผนขยายธุรกิจอีกมากมาย เพื่อรองรับการเติบโต จึงจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบและตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่น”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ยังมีแผนร่วมทุนกับกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ (MayFlower Group) ประเทศมาเลเซีย จัดตั้งบริษัท เมย์ฟลาวเวอร์ สห (ประเทศไทย) จำกัด (Mayflower Saha (Thailand) Co., Ltd.) เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยวครบวงจร โดยรูปแบบธุรกิจตลอดจนเม็ดเงินลงทุน และสัดส่วนผู้ถือหุ้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศมาเลเซีย จำเป็นต้องรายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับทราบข้อมูลก่อน
อย่างไรก็ตาม การที่เครือสหพัฒน์ร่วมทุนกับกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ในครั้งนี้ เป็นเพราะต้องการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทย ที่ต้องการสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสทางการลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง สามารถสร้างรายได้ให้กับเครือ แต่ที่ผ่านมาครือสหพัฒน์ไม่มีประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจท่องเที่ยวมาก่อน แต่เป็นคู่ค้าสำคัญของกลุ่ม Tanchong ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเมย์ฟลาวเวอร์ ทำให้สามารถต่อยอดจนเกิดความร่วมมือกันในครั้งนี้
“ เมื่อ 2 ปีก่อนบริษัท ไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เน้นทำตลาดในประเทศเป็นหลัก แต่ยังขาดประสบการณ์และความชำนาญ จึงเริ่มพูดคุยกับเมย์ฟลาวเวอร์เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดเป็นการร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจรในครั้งนี้ เพราะกลุ่มเมย์ฟลาวเวอร์ถือเป็นผู้นำตลาดด้านการท่องเที่ยวอันดับ 1 ของมาเลเซีย และมีธุรกิจหลากหลาย อาทิ การให้บริการรถเช่า การจัดท่องเที่ยวแบบอินเซ็นทีฟ การจำหน่ายตั๋วเครื่องบินสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เป็นต้น”
ด้านนายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การลงทุนของเครือสหพัฒน์ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสในแต่ละธุรกิจ รวมถึงการเข้ามาเจรจาของกลุ่มทุนต่างชาติ อย่างกลุ่มทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาติดต่อร่วมทุน เพราะเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจภายในประเทศญี่ปุ่นไม่ดีเท่าใดนัก และเครือสหพัฒน์ก็เปิดโอกาสให้กับทุกธุรกิจและทุกกลุ่มทุน แต่จะลงตัวธุรกิจอะไรนั้นขึ้นอยู่กับการเจรจา
ขณะที่นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดการค้าเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก เมื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ ปัจจัยภายนอกหลายอย่างส่งผลกระทบมาก แต่ทุกอย่างล้วนเป็นโอกาสแทบทั้งสิ้น ซึ่งการดำเนินธุรกิจจะต้องใช้ความระมัดระวัง ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และเน้นประสิทธิภาพ เพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน และเกาะติดสถานการณ์ทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เช่นนั้นอาจให้ธุรกิจหดตัวได้ การคาดการณ์ทิศทางตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
สำหรับเครือสหพัฒน์ในอดีตมีอัตราการเติบโตมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี แบบคูณ 3-4 หรือมากกว่า 10% ต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันหากเติบโตดีจะคูณ 1.5 เท่า ของจีดีพีเท่านั้น ส่วนกรณีเลวร้ายจะติดลบแต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มธุรกิจด้วย โดยปีนี้ได้ให้นโยบายกลุ่มสหพัฒน์ในการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวัง การลงทุนจะเน้นความปลอดภัย แต่ต้องมีความรวดเร็วทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งภาพรวมธุรกิจในเครือยังไม่มีธุรกิจใดน่าเป็นห่วง จากปีก่อนธุรกิจรองเท้าค่อนข้างไม่ดี ส่วนธุรกิจใดที่ทำแล้วขาดทุนก็ต้องปิดกิจการ โดยประเมินว่าขณะนี้ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การลงทุนนับจากนี้ยังต้องระวังปัจจัยหลายประการ อาทิ ภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น เนื่องจากสถานการณ์ทุกปีไม่เหมือนกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,170
วันที่ 30 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






