
ขอรับเงินคืนประกันสังคม ผู้ประกันตนอายุ 55 กรณีชราภาพ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
ขอรับเงินคืนประกันสังคม ผู้ประกันตนอายุ 55 ปี หลักเกณฑ์และเงื่อนไข กรณีชราภาพ บำนาญชราภาพ และ บำเหน็จชราภาพ ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
KEY
POINTS
- ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว มีสิทธิขอรับเงินกรณีชราภาพได้ 2 ประเภท คือ บำนาญ (จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป) และบำเหน็จ (จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน)
- เอกสารหลักที่ต้องใช้ในการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ทั้งสองกรณี คือ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ (สปส. 2-01) และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าแรก
- สามารถยื่นเอกสารได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา หรือยื่นผ่านช่องทางไปรษณีย์และอีเมลตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
ขอรับเงินคืนประกันสังคม ผู้ประกันตนอายุ 55 ปี ประกันสังคม ได้ชี้แจงผู้ประกันตนที่ต้องการขอรับเงินคืน หลักเกณฑ์และเงื่อนไข กรณีชราภาพ บำนาญชราภาพ และ บำเหน็จชราภาพ
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
เงื่อนไขการเกิดสิทธิกรณีบำนาญชราภาพ
- จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม
- มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
เงื่อนไขการเกิดสิทธิกรณีบำเหน็จชราภาพ
- จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย
ประโยชน์ทดแทนกรณีบำนาญชราภาพ
- กรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนใน อัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราบำนาญชราภาพตามข้อ 1 ขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อ ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน
ประโยชน์ทดแทนกรณีบำเหน็จชราภาพ
1. กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ มีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ กรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพ มีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
2.กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพก่อนวันที่ 29 เมษายน 2565 และถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2565
- ผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือนนับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้กับทายาทผู้มีสิทธิเท่ากับจำนวนเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายคูณด้วยจำนวนเดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน
- ผู้รับเงินบำนาญชราภาพแล้วถึงแก่ความตายและคงเหลือเงินบำนาญชราภาพน้อยกว่า 10 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้กับทายาทผู้มีสิทธิ เท่ากับจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย
3. กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2565 เป็นต้นไป และเสียชีวิตภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้กับทายาทผู้มีสิทธิเป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตายคูณด้วยจำนวนเดือนที่เหลือจนครบ 60 เดือน
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีผู้ประกันตนรับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตาย
- สำเนาใบมรณะบัตร
- บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ตาย/ผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ
- สำเนาทะเบียนสมรสของผู้ตายและของบิดามารดา (ถ้ามี)
- สำเนาสูติบัตรของบุตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านของบุตร กรณีไม่มีสูติบัตร
- หนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ (ถ้ามี)
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีบำเหน็จชราภาพ
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ (สปส. 2-01)
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี (กรณีขอรับเงินทางธนาคาร) ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้
1. พร้อมเพย์ที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชนทุกธนาคาร
2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
4.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
6.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
7. ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด(มหาชน)
8. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
9. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน)
10. ธนาคารออมสิน
11. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรห์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีบำนาญชราภาพ
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ (สปส. 2-01)
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี (กรณีขอรับเงินทางธนาคาร) ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน ดังนี้
1.พร้อมเพย์ที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชนทุกธนาคาร
2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)
4. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
6.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
7. ธนาคารทหารไทยธนชาติ จำกัด(มหาชน)
8. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
9. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน)
***กรณีโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ไม่มีค่าธรรมเนียม เว้นแต่มีการโอนเงินเกินครั้งละมากกว่า 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อรายการ จะมีค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน 2 บาทต่อรายการ
****กรณีโอนผ่านธนาคาร(ไม่ผ่านบริการพร้อมเพย์) จะมีค่าธรรมเนียมรายการละ 5 บาท
ขั้นตอนการขอรับประโยชน์ทดแทน
หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ท่านมีสิทธิ คือ
- ผู้ประกันตน/ทายาทผู้มีสิทธิ ต้องกรอกแบบ สปส. 2-01 พร้อมลงลายมือชื่อและนำมายื่นที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา (ยกเว้น สำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข) หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์หรือยื่นผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ตามประกาศสำนักงานประกันสังคมเรื่องช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับติดต่อสำนักงานประกันสังคม พ.ศ.2566 โดยมีหลักฐานครบถ้วน
- เจ้าหน้าที่ตรวจหลักฐานและพิจารณา
- สำนักงานประกันสังคมมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณา
พิจารณาสั่งจ่าย
เงินสด/เช็ค (ผู้ประกันตน/ผู้มีสิทธิมารับด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับแทน) ส่งธนาณัติให้ผู้ประกันตน โอนเข้าบัญชีธนาคารตามบัญชีของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนหรือบัญชีพร้อมเพย์ที่ลงทะเบียนด้วยเลขประจำตัวประชาชน
หมายเหตุ : เงินบำนาญชราภาพจ่ายเป็นรายเดือน เงินบำเหน็จชราภาพจ่ายครั้งเดียว
1. ประโยชน์ทดแทนกรณีบำเหน็จชราภาพ (สำหรับผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพไม่ถึง 180 เดือน)
1.1 กรณีที่จ่ายเงินสมทบกรณี ชราภาพ ไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ ดังนั้นหากผู้ประกันตนอายุ 55 ปี และสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ขณะส่งเงินสมทบได้ 10 เดือน ประโยชน์ทดแทนกรณีบำเหน็จชราภาพจะได้รับ 300 x 10 = 3,000 บาท
1.2 กรณีที่จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพ ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างนำส่งพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด.
อ้างอิง:







