thansettakij
thansettakij
ชนวนเหตุ 'ฟ้าผ่า' มาจากไหน วิธีป้องกัน-เฝ้าระวัง เซฟชีวิต

ชนวนเหตุ 'ฟ้าผ่า' มาจากไหน วิธีป้องกัน-เฝ้าระวัง เซฟชีวิต

03 มิ.ย. 69 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :03 มิ.ย. 69 | 08:31 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา เผยสาเหตุ "ฟ้าผ่า" ไรเดอร์ วิทยาศาสตร์กลไกฟ้าผ่าแรงสูงพันล้านโวลต์ พร้อมเปิดวิธีป้องกัน-เฝ้าระวังเอาตัวรอดที่คนกรุงต้องรู้

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าสร้อยคอโลหะ หมวกกันน็อก หรือโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่ตัวล่อฟ้าตามที่เข้าใจผิดกัน
  • สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากผู้ขับขี่อยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งและเป็นจุดสูงเด่นบนสะพานยกระดับขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง
  • รอยไหม้รุนแรงบริเวณลำคอเกิดจากสร้อยโลหะเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้ามหาศาลจากฟ้าผ่า ไม่ใช่เพราะสร้อยเป็นตัวล่อฟ้า 

จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญบนโลกออนไลน์ เมื่อเกิดเหตุ "ฟ้าผ่าไรเดอร์" ย่านรัชวิภา จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีรอยไหม้เกรียมตามร่างกาย ล่าสุดเกิดกระแสความเข้าใจผิดและตั้งคำถามในสังคมอย่างมากมาย ว่าสิ่งของใกล้ตัวที่อยู่กับผู้เคราะห์ร้าย เช่น สร้อยคอโลหะ หมวกกันน็อก โทรศัพท์มือถือ หรือกล่องใส่ของท้ายรถ คือชนวนเหตุที่เป็นตัวล่อฟ้าหรือไม่

เพื่อความปลอดภัยของประชาชน "ฐานเศรษฐกิจ" จึงได้ทำการรวบรวมข้อเท็จจริงและคำเตือนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและวิธีเอาตัวรอดที่ได้มาตรฐาน

เจาะลึกกลไกวิทยาศาสตร์ สาเหตุการเกิดฟ้าผ่า

ในเชิงวิชาการตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ปรากฏการณ์ "ฟ้าผ่า" คือ กระบวนการปรับสมดุลประจุไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศ โดยเกิดขึ้นเมื่อมีพายุฝนฟ้าคะนองและสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง โดยมีตัวการหลักคือ "เมฆคิวมูโลนิมบัส" (Cumulonimbus) ซึ่งเป็นเมฆแนวตั้งขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมทางไฟฟ้าสูงมาก

กระแสลมที่พัดวนและเคลื่อนที่อย่างแปรปรวนรุนแรงภายในก้อนเมฆพายุ จะทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งเกิดการเสียดสีกันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประจุไฟฟ้าเกิดการแยกตัวออกจากกัน โดยทั่วไปประจุบวกจะไหลขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บริเวณส่วนบนของก้อนเมฆ ขณะที่ประจุลบจะทิ้งตัวลงมาสะสมหนาแน่นอยู่ทางตอนล่างหรือบริเวณฐานของก้อนเมฆ

เมื่อประจุลบที่ฐานก้อนเมฆมีปริมาณสูงมากพอ มันจะส่งแรงเหนี่ยวนำประจุบนพื้นดิน ส่งผลให้อาคาร สิ่งก่อสร้าง ต้นไม้ใหญ่ หรือวัตถุที่อยู่เบื้องล่างกลายเป็นประจุบวก

และเมื่อความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดินพุ่งสูงเกินกว่าที่อากาศจะต้านทานได้ ประจุไฟฟ้าจึงวิ่งเข้าหากันเพื่อหักล้างประจุ เกิดเป็นกระแสไฟฟ้าแรงสูงมหาศาลตั้งแต่ 100 ล้านถึง 1,000 ล้านโวลต์ และมีความร้อนสูงถึง 30,000 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์ถึง 5 เท่า พลังงานที่พุ่งลงสู่พื้นดินนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่าฟ้าผ่า โดยความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันจะทำให้อากาศขยายตัวรุนแรงจนเกิดเป็นเสียงฟ้าร้องตามมา

คู่มือแนวทางป้องกันตนเองสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายจากภัยฟ้าผ่าในช่วงฤดูฝน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • เลี่ยงเส้นทางจุดเสี่ยงเด่น หลีกเลี่ยงการขับขี่ขึ้นบนสะพานต่างระดับ สะพานยกระดับ หรือถนนโล่งแจ้งที่ตัดผ่านทุ่งนา เพราะเป็นจุดที่เอื้อให้กระแสไฟฟ้าวิ่งลงสู่พื้นดินในเส้นทางที่สั้นที่สุด
  • ใช้กฎ 30/30 หาที่หลบภัย หากเห็นแสงฟ้าแลบและได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาในเวลาไม่เกิน 30 วินาที ให้รีบหยุดรถแล้วหาที่หลบภัยในอาคารที่แข็งแรง หรือใต้โครงสร้างสะพานคอนกรีตทันที และควรรอต่ออีกอย่างน้อย 30 นาทีหลังพายุสงบ
  • ห้ามหลบใต้ต้นไม้และป้ายโฆษณา เด็ดขาด เนื่องจากเป็นวัตถุสูงเด่นที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าโดยตรง และอาจถูกลมพายุพัดหักโค่นลงมาทับจนเกิดอันตรายได้
  • งดใช้โทรศัพท์มือถือขณะมีพายุ แม้ตัวเครื่องและสัญญาณจะไม่ใช่ตัวล่อฟ้าผ่า แต่หากมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นใกล้ ๆ กระแสไฟฟ้าในอากาศอาจเหนี่ยวนำให้ระบบภายในเกิดการลัดวงจรหรือระเบิดใส่ใบหน้าขณะใช้งานได้
  • วิธีเอาตัวรอดกลางแจ้งหากหลบไม่ทัน ให้รีบนั่งยองๆ ให้ตัวอยู่ต่ำที่สุด ส้นเท้าทั้งสองข้างแตะชิดกันเพื่อดักกระแสไฟฟ้าที่วิ่งมาตามพื้นไม่ให้ไหลผ่านเข้าสู่หัวใจ และใช้มืออุดหูทั้งสองข้าง โดยห้ามหมอบนอนราบไปกับพื้นเด็ดขาด