
PFP ฉลอง 40 ปี ดัน Future Food-อาหารไทยร่วมสมัยผ่านเวที THAIFEX 2026
PFP เดินเกมรุกตลาดโลกในวาระครบรอบ 40 ปี ชูนวัตกรรมอาหาร-อาหารแห่งอนาคต-ความยั่งยืน ผ่านเวที THAIFEX 2026 พร้อมปักธงขยายตลาดใหม่รัสเซีย-คาซัคสถาน และต่อยอดสินค้า Healthy Food รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่
KEY
POINTS
- PFP ฉลองครบรอบ 40 ปี ประกาศรุกตลาดโลกเต็มรูปแบบผ่านเวที THAIFEX 2026 โดยชูยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมอาหารและความยั่งยืน
- เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารไทยร่วมสมัย (Authentic Thai) เพื่อผลักดัน Soft Power โดยมีสินค้าชูโรงอย่าง "ลูกชิ้นปลาสไตล์ภูเก็ตขนาดจัมโบ้"
- เปิดตัวนวัตกรรมอาหารเพื่ออนาคต (Future Food) ภายใต้แบรนด์ "ภักดี" (Pakdee) เช่น ราเมนเส้นปลาเสริมใยอาหารจากใบเหลียง และเส้นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช้แป้ง
PFP หรือกลุ่มบริษัท พีเอฟพี ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปครบวงจรของไทย ประกาศเดินหน้ารุกตลาดโลกเต็มรูปแบบในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ผ่านการเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ภายใต้แนวคิด “PFP 40 ปี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมชูยุทธศาสตร์ Food Innovation, Future Food และ Sustainability เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “องค์กรอาหารระดับโลก”
ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี PFP เติบโตจากผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป สู่หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีการส่งออกไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และโอเชียเนีย รวมถึงตลาดศักยภาพใหม่อย่าง GCC และ EAEU โดยเฉพาะรัสเซียและคาซัคสถาน ซึ่งบริษัทวางเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญในการขยายธุรกิจปี 2569
ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายในประเทศเพิ่มจาก 2,186 ล้านบาท ในปี 2565 เป็นกว่า 2,794 ล้านบาท ในปี 2568 หรือเติบโตมากกว่า 28% สะท้อนกำลังซื้อและความแข็งแกร่งด้านการจัดจำหน่ายของบริษัท
สำหรับไฮไลต์สำคัญในงาน THAIFEX ปีนี้ PFP เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์กลุ่ม Authentic Thai ที่หยิบเอกลักษณ์อาหารไทยมาต่อยอดในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อผลักดัน Soft Power อาหารไทยสู่ตลาดโลก
หนึ่งในสินค้าชูโรงคือ “Phuket Jumbo Fish Ball” ลูกชิ้นปลาสไตล์ภูเก็ตขนาดจัมโบ้ ที่พัฒนาให้มีเนื้อสัมผัสเด้งแน่น ลูกใหญ่เต็มคำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไม่ต้องบินไกลถึงภูเก็ต ก็ฟินได้กับ PFP” พร้อมเตรียมพัฒนาดีไซน์บรรจุภัณฑ์ใหม่ภายในปีนี้ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อาหารไทยร่วมสมัยและเพิ่มความน่าสนใจให้ผู้บริโภคยุคใหม่
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ Authentic Thai อื่น ๆ อาทิ ทอดมัน แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลา ห่อหมกปลา และข้าวเหนียวมะม่วง ที่เตรียมนำเสนอแก่ผู้ซื้อและคู่ค้าต่างชาติภายในงาน
ด้านตลาดในประเทศ PFP ยังคงรุกกลุ่มอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook) และสินค้าสำหรับเมนู Hot Pot ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความเป็น “King of Shabu” ผ่านสินค้ากลุ่มมิกซ์เซ็ท เช่น ชุดมิกซ์สุกี้ และชุดมิกซ์ก๋วยเตี๋ยว ที่สามารถนำไป Mix & Match กับน้ำซุปและน้ำจิ้มได้หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและความคุ้มค่า
ขณะเดียวกัน บริษัทยังขยายพอร์ตสินค้าขนาดพกพา 100 กรัม ทั้งซาลาเปาไส้เห็ดหอม คริสตัลไส้ไข่เค็ม และลูกชิ้นผัก ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในช่องทาง Modern Trade และ Convenience Store รวมถึงสินค้าใหม่อย่าง “เต้าหู้ปลามินิฮาร์ท” และ “ปูอัดซูเปอร์ชีส” ที่พัฒนาให้มีความแตกต่างทั้งรสชาติและรูปแบบสินค้า รองรับการบริโภคที่หลากหลายมากขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเปิดตัวนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากแบรนด์ “Pakdee” ภายใต้บริษัท แปซิฟิค อินโนฟูด จำกัด บริษัทในเครือ PFP ซึ่งมุ่งพัฒนาอาหารทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคสายสุขภาพ
เริ่มจาก “ราเมนเส้นปลาผสมไก่เสริมใยอาหารจากใบเหลียง” ที่นำโปรตีนปลาและไก่มาพัฒนาเป็นเส้นอาหาร พร้อมเพิ่มใยอาหารจากใบเหลียง วัตถุดิบท้องถิ่นภาคใต้ สะท้อนแนวคิดการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับสากล
ต่อยอดสู่ “Pakdee Longevity Noodles” เส้นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพแบบไม่ใช้แป้ง ภายใต้แนวคิด “7 Day Noodles Series” ที่ออกแบบโภชนาการให้เหมาะกับการดูแลสุขภาพในแต่ละวัน โดยใช้เทคโนโลยีรีทอร์ท ช่วยเก็บรักษาได้นานสูงสุด 18 เดือนที่อุณหภูมิห้อง โดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย และยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ครบถ้วน
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ Pakdee ยังได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Regional Market Validation ภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลก
นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ PFP ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้วัตถุดิบที่ได้รับการรับรอง MSC การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาห่วงโซ่อาหารที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาหารโลกในระยะยาว
PFP ระบุว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียง “อาหารอร่อย” แต่ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก คุณค่าทางโภชนาการ และความยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญที่บริษัทใช้ในการพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในอนาคต







