
ผลสำรวจ 97% มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ 50% ไม่มีกลยุทธ์ลงทุน รองรับวัยเกษียณ
ผลสำรวจ “Mercer RISE™ Survey 2026” ของประเทศไทย พบ 97% มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับวัยเกษียณ แต่ 50% ไม่มีกลยุทธ์การลงทุนเริ่มต้น
KEY
POINTS
- ผลสำรวจองค์กรชั้นนำในไทย 173 แห่ง พบว่าเกือบทั้งหมด (97.7%) มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน
- องค์กรกว่าครึ่งหนึ่ง (50%) ยังไม่มีกลยุทธ์การลงทุนเริ่มต้น (default investment strategy) ทำให้พนักงานต้องตัดสินใจเลือกแผนการลงทุนที่ซับซ้อนด้วยตนเอง
- มีองค์กรเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้แนวทางการลงทุนแบบไลฟ์ไซเคิล (lifecycle) หรือปรับตามเป้าหมายวันเกษียณ ซึ่งเหมาะสมกับการวางแผนระยะยาว
- การกำกับดูแลแผนยังขาดความสม่ำเสมอ โดยองค์กรจำนวนมากไม่ได้ประเมินบริษัทจัดการกองทุนเป็นประจำ
นางสาววินิทร ทิพย์พุทราแก้ว Retirement Business Leader, Thailand and SEA ของ Mercer ประเทศไทยธุรกิจในเครือของ Marsh (NYSE: MRSH) กล่าวว่า ผลสำรวจ Retirement Insights and Strategy Evaluation หรือ RISE™ ฉบับประเทศไทย ที่รวบรวมข้อมูลจาก 173 องค์กรชั้นนำในไทย สะท้อนให้เห็นรูปแบบโครงสร้างและการบริหารจัดการสวัสดิการด้านเกษียณอายุที่นายจ้างจัดสรรให้พนักงาน
ผลการสำรวจ RISE™ พบว่านายจ้างในประเทศไทยที่เข้าร่วมมีสวัสดิการเพื่อการเกษียณให้กับพนักงาน โดย 97.7% หรือเกือบทั้งหมดมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานแล้ว ซึ่ง 3 ใน 4 ขององค์กรเหล่านี้เป็นบริษัทข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสวัสดิการนี้ให้ แต่หลายแห่งยังขาดการออกแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้น
โดยยังขาดการออกแบบเชิงรุก ขาดแนวทางการลงทุนเริ่มต้นที่เหมาะสม และขาดการประเมินที่เข้มงวด ซึ่ง Mercer เชื่อว่าการปรับปรุงแผนที่ตรงจุดและไม่ซับซ้อน เช่น การนำแนวทางการลงทุนแบบไลฟ์ไซเคิล (default lifecycle approaches) มาใช้ และการกำหนดกรอบการสมทบที่ชัดเจน
รวมถึงประเมินการทำงานของบริษัทจัดการกองทุนอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถยกระดับแผนการเกษียณอายุที่สร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง เพื่อดูแลชีวิตหลังเกษียณของพนักงานได้ยาวนานหลายทศวรรษอย่างแท้จริง
ผลสำรวจ RISE™ ยังชี้ว่า แม้เงินสมทบจากนายจ้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5 ถึง 8% แต่ด้วยโครงสร้างการสมทบที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้แม้ตัวเลขที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็มีความสำคัญอย่างมาก เมื่อเงินออมต้องเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตนาน 20 ถึง 30 ปี
ปัญหาที่น่ากังวลคือตัวเลือกการลงทุนเริ่มต้นยังมีทางเลือกให้พนักงานอย่างจำกัด โดยครึ่งหนึ่งขององค์กรยังไม่มีกลยุทธ์การลงทุนเริ่มต้นเลย และมีเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้แนวทางแบบไลฟ์ไซเคิล หรือแบบปรับตามเป้าหมายวันเกษียณ (target-date approaches) ส่งผลให้พนักงานจำนวนมากต้องตัดสินใจเลือกการลงทุนที่ซับซ้อนด้วยตนเองโดยปราศจากคำแนะนำ
นอกจากนี้ การกำกับดูแลแผนการเกษียณอายุของนายจ้างยังขาดความสม่ำเสมอ มีเพียง 37% ขององค์กรที่ประเมินบริษัทจัดการกองทุนในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่เกือบ 1 ใน 5 ไม่เคยทำเลย โดยแม้ 3 ใน 4 ของนายจ้างจะเสนอสิทธิประโยชน์ระยะยาวเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากข้อกำหนดตามกฎหมาย แต่สวัสดิการเหล่านั้นมักไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับแผนการเกษียณอายุหลัก
ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเงินออมลดลง ช่องว่างเหล่านี้ทั้งในด้านการออกแบบ และนโยบายการลงทุนเริ่มต้น รวมถึงการกำกับดูแล สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ดูเล็กน้อยในปัจจุบัน สามารถสะสมและนำไปสู่ผลลัพธ์ระยะยาวที่แตกต่างกันได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ยิ่งทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบแผน และการกำกับดูแลในวันนี้ทวีความสำคัญมากกว่าเดิม
“หากไม่มีดัชนีชี้วัดมาตรฐานที่เป็นระบบ นายจ้างย่อมไม่สามารถประเมินได้อย่างแน่ชัดว่าสวัสดิการด้านการเกษียณอายุที่มีให้กับพนักงานนั้นเพียงพอหรือแข่งขันในตลาดได้หรือไม่ นี่คือสาเหตุสำคัญที่เราจัดทำผลสำรวจ RISE™ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้จริงและอิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้องค์กรต่างๆ นำไปใช้วัดผลและพัฒนาปรับปรุงอีโคซิสเท็มการเกษียณอายุอย่างครบวงจร ทั้งในด้านเงินสมทบ การลงทุน การประเมินบริษัทจัดการกองทุน และการบูรณาการสวัสดิการต่างๆ เข้าด้วยกัน”







