
ดัชนีความร้อนกทม.แตะระดับ ‘อันตราย’ เตือน 5 กลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวังใกล้ชิด
กรุงเทพฯ เผชิญดัชนีความร้อนระดับอันตราย เตือน 5 กลุ่มเสี่ยงเฝ้าระวังใกล้ชิด ชี้กระทบสุขภาพ-เศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้งและภาคท่องเที่ยว
กรุงเทพมหานครเผชิญภาวะอากาศร้อนรุนแรง หลังค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงสุดรายวันในวันที่ 17 เมษายน 2569 พุ่งแตะระดับ “อันตราย” สะท้อนอุณหภูมิที่ร่างกายรับรู้ได้จริง (Feel like) ซึ่งสูงกว่าค่าอุณหภูมิทั่วไป จากอิทธิพลของความชื้นสัมพัทธ์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ดัชนีความร้อนเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ เนื่องจากสะท้อนภาระความร้อนที่ร่างกายต้องเผชิญโดยตรง ซึ่งหากอยู่ในระดับ 42–51.9 องศาเซลเซียส จะถือว่าอยู่ในระดับ “อันตราย” โดยประชาชนทั่วไปควรสังเกตอาการผิดปกติ ขณะที่กลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบจากความร้อนที่สูงเกินระดับที่ร่างกายรับได้ อาจก่อให้เกิดอาการตั้งแต่อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ผื่นผิวหนัง ตะคริว ไปจนถึงภาวะรุนแรงอย่าง “โรคลมร้อน” (Heat Stroke) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
โดยประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่
- เด็กเล็ก (อายุ 0-5 ปี), ผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป), หญิงตั้งครรภ์
- ผู้ป่วย หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว, ผู้ที่มีภาวะอ้วน
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
- ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน, ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง
- นักท่องเที่ยว
สำหรับค่าดัชนีความร้อน แบ่งได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้
- ดัชนีความร้อน 27.0 - 32.9 องศาเซลเซียส อยู่ในระดับ "เฝ้าระวัง" ควรติดตามข่าวสารการเตือนภัยความร้อน กลุ่มเสี่ยง ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ
- ดัชนีความร้อน 33.0 - 41.9 องศาเซลเซียส อยู่ในระดับ "เตือนภัย" ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 - 15.00 น. กลุ่มเสี่ยง หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์
- ดัชนีความร้อน 42.0 - 51.9 องศาเซลเซียส อยู่ในระดับ "อันตราย" ควรสังเกตอาการตนเอง กลุ่มเสี่ยง หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์
- ดัชนีความร้อน เกินกว่า 52 องศาเซลเซียส อยู่ในระดับ "อันตรายมาก" ควรงดทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวโน้ม “สภาพอากาศสุดขั้ว” ที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจเมืองใหญ่ ที่จำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาว







