ข้อควรรู้เกี่ยวกับ’โรคไวรัสนิปาห์’  VS ‘ไวรัสโควิด -19’ รุนแรงและน่ากังวลแค่ไหน

25 ม.ค. 2569 | 10:43 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ม.ค. 2569 | 12:48 น.

ดร. สิทธิพร ภัทรดิลกรัตน์ จุฬาฯ ชี้ข้อควรรู้เกี่ยวกับ’โรคไวรัสนิปาห์’ ไวรัสอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในมนุษย์ เทียบความรุนแรง‘ไวรัสโควิด -19’

KEY

POINTS

  • ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงและน่ากังวลกว่าโควิด-19 เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และยังไม่มียาหรือวัคซีนรักษาโดยเฉพาะ
  • การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ยากกว่าโควิด-19 เพราะไม่ติดต่อทางอากาศ แต่ต้องสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยหรือสัตว์รังโรคโดยตรง เช่น ค้างคาวผลไม้
  • แม้ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคน แต่รัฐบาลได้สั่งเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศเสี่ยงอย่างเข้มงวด เนื่องจากเคยพบเชื้อในค้างคาวในประเทศ

การเฝ้าระวังการกลับมาระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ซึ่งพบผู้ติดเชื้อเป็นระยะในประเทศอินเดีย ไวรัสชนิดนี้เป็นเชื้ออุบัติใหม่ที่มีแหล่งรังโรคหลักคือค้างคาวกินผลไม้ และสามารถแพร่สู่คนผ่านสัตว์หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ โดยไวรัสนิปาห์จัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง อัตราการเสียชีวิตอาจมากถึง 40–75 %และปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยซึ่งอยู่ในภูมิภาคเดียวกันและมีการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องตระหนัก เฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการนำเข้าและการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวโดยกรมการแพทย์และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งเฝ้าระวังและเข้มงาดกับการคัดกรองสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง 

รศ.ดร.สิทธิพร ภัทรดิลกรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟสบุ๊กเมื่อ ไม่นานมานี้ว่า ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นไวรัสอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวกินผลไม้เป็นโฮสต์ธรรมชาติ และสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น หมู หรือการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนน้ำลายและปัสสาวะของค้างคาว รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด

ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)

การแพร่กระจายโรค: ไวรัสนิปาห์แพร่ยากกว่าโควิด-19 เนื่องจากไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศ (Airborne) ได้โดยง่าย แต่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งโดยตรง

อาการ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ไอ และเจ็บคอ ก่อนจะลุกลามไปสู่อาการวิงเวียน ง่วงซึม และโคม่าภายในเวลาอันรวดเร็ว ไวรัสนี้มีความรุนแรงสูง เนื่องจากทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันและโรคสมองอักเสบ ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% - 75%

การป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย งดการดื่มน้ำหวานสดจากพืชหรือผลไม้ที่อาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวโดยไม่ผ่านการต้มสุก (unpasteurized sap) ล้างมือด้วยสบู่บ่อยครั้ง สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกายเข้มงวด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาจำเพาะสำหรับมนุษย์ นอกจากนี้ มีงานวิจัยในอดีตที่มีการตรวจพบ สารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์จากค้างคาวในประเทศไทย (ในช่วง คศ. 2002 ถึง คศ. 2020) แต่ยังไม่พบการระบาดมาสู่สุกร หรือ มนุษย์

แนวทางควบคุมโรค ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในมนุษย์ แต่กรมควบคุมโรคประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายเพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะหลังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อในต่างประเทศ เช่น รัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ทำให้ไทยต้องยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ประเทศอินเดียเคยมีการระบาดของโรคไวรัสนิปาห์มาแล้วในอดีต ตั้งแต่ปี คศ. 2001 และเคยมีการระบาดในหลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

ไวรัสนิปาห์