
ทีมกรุ๊ป" เปิดสาเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ “หาดใหญ่”เผชิญ 3 ปัจจัยบวกสุดรุนแรง
5 วันฝนถล่มใต้ “หาดใหญ่–สงขลา” จมบาดาล หนักสุดในรอบหลายปี TEAMG ชี้ 3 ปัจจัยบวกธรรมชาติซัดพร้อมกัน ทำมวลน้ำไหลทะลักเข้า “แอ่งเมือง” เร็วเกินระบบระบายรับไหว โครงสร้างเมืองถมพื้นที่ต่ำ–ท่อลอดไม่พอซ้ำวิกฤติ แนะรัฐเร่งขุดลอกคลอง ร.1–ร.6 เพิ่มกำลังสูบ และดันอุโมงค์ระบายน้ำ 2 หมื่นล้าน
KEY
POINTS
- น้ำท่วมครั้งใหญ่เกิดจาก 3 ปัจจัยทางธรรมชาติที่รุนแรงพร้อมกัน คือ ลมหนาวจากจีนผลักมรสุมลงใต้, ภาวะลานินญ่าที่เพิ่มปริมาณฝน และหย่อมความกดอากาศต่ำในมาเลเซียที่ดึงมวลฝนไว้
- ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง 4-5 วัน ปริมาณน้ำฝนสูงถึง 300-400 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งรุนแรงกว่าปกติมาก
- อุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำคือลักษณะภูมิประเทศของหาดใหญ่ที่เป็นแอ่งกระทะ ประกอบกับการขยายตัวของเมืองที่ไปถมพื้นที่รับน้ำ และระบบท่อระบายน้ำไม่เพียงพอ
- ผู้เชี่ยวชาญเสนอมาตรการป้องกันระยะยาวเพื่อรับมือภัยพิบัติที่อาจรุนแรงขึ้น ได้แก่ การขุดลอกคลอง, เพิ่มกำลังการสูบน้ำ และสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่
นายชวลิต จันทรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG ให้สัมภาษณายการฐานทอล์ค ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่และสงขลา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้มีความ "หนักกว่าที่เคยเป็นมา" เนื่องจากเกิดจากปัจจัยความรุนแรง 3 ประสาน หรือ 3 แรงบวก
สาเหตุหลัก: 3 แรงบวกจากธรรมชาติ
น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักมากและต่อเนื่องยาวนานถึง 4–5 วัน โดยมี 3 องค์ประกอบหลักที่เสริมความรุนแรง
- ลมหนาวจากประเทศจีนผลักมรสุม ลมหนาวที่มาแรงตั้งแต่ช่วงวันที่ 19-20 ได้ผลักดันมรสุมที่เตรียมจะตกบริเวณชุมพรให้ต่ำลงมา ทำให้เกิดฝนตกจริงที่สุราษฎร์ธานีและตกหนักที่นครศรีธรรมราชจนน้ำท่วมก่อน ก่อนที่ลมหนาวจะยังคงดันต่อไปจนถึงสงขลาและปัตตานี การที่มรสุมท้องถิ่นถูกลมหนาวจากจีนผลักลงมาทำให้สภาพอากาศปั่นป่วนและฝนตกง่ายขึ้น
- ภาวะลานินญ่า ในช่วงตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมีนาคมเป็นภาวะลานินญ่า ซึ่งหมายถึงฝนมากน้ำมาก เนื่องจากลมที่พัดจากตะวันออกไปตะวันตกมีความแรงกว่าปกติ ลมเหล่านี้ได้พัดเอาความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาเติมในบริเวณที่กำลังมีฝนตกเป็นมรสุมอย่างไม่หยุดหย่อน ความเป็นลานินญ่าทำให้การพัดลมแรงขึ้นและหอบน้ำมาได้มากขึ้นกว่าปกติ
- หย่อมความกดอากาศต่ำในมาเลเซีย หย่อมความกดอากาศต่ำนี้เกิดขึ้นที่โกตาบารู ใกล้กับนราธิวาส ซึ่งเป็นเหมือนหย่อมฝนก้อนใหญ่ที่พยายาม "ดึง" ฝนที่ตกตั้งแต่สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชให้ต่ำลงมา เมื่อมีทั้งลมหนาวดันและหย่อมความกดอากาศต่ำดึง รวมถึงมีน้ำมาเติมมาก ทำให้ฝนตกไม่หยุดและตกเยอะกว่าปกติ
ความรุนแรงของฝนในภาคใต้ หากตก 200 มิลลิเมตรต่อวันถือว่าธรรมดา แต่ในเหตุการณ์นี้ปริมาณฝนตกสูงถึง 300–400 มิลลิเมตร และตกต่อเนื่องกันถึง 5 วัน ซึ่งถือว่าหนักเกินปกติและหนักมากสำหรับภาคใต้
เส้นทางน้ำและอุปสรรคการระบาย
น้ำปริมาณมหาศาลจากแหล่งต้นน้ำหลักคือ เขาคอหงส์ และที่สำคัญที่สุดคือ เขาสันกราากีรี ซึ่งเป็นเขาสันปันน้ำ ได้ไหลลงมายังพื้นที่ต่างๆ น้ำจากเขาสันกราากีรี ไหลลงสู่ อำเภอสะเดา อย่างรวดเร็ว แม้สะเดาจะมีอ่างเก็บน้ำสะเดาอยู่ แต่เนื่องจากอ่างเต็มแล้ว ฝนตกเท่าไหร่ก็ไหลล้นออกมาเท่านั้น
ที่เมืองสะเดาซึ่งเป็นต้นทางต้นน้ำใหญ่ น้ำได้ท่วมล้นตลิ่งสูงถึง 3 เมตร 30 เซนติเมตร น้ำจากคลองสะเดาจะใช้เวลาเดินทางถึงหาดใหญ่ประมาณ 6 ชั่วโมง ขณะที่น้ำจากเขาคอหงส์ (นาหม่อม) และคลองหอยโข่งถึงหาดใหญ่ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง เพราะเป็นพื้นที่สูงชัน เมื่อใกล้เข้าเมืองหาดใหญ่ คลองสะเดาจะเปลี่ยนชื่อเป็น คลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นเส้นคลองเดียวกันที่รับน้ำ 100% จากสะเดา
เมื่อมวลน้ำมาถึงตัวเมืองหาดใหญ่ซึ่งเป็น “แอ่งกระทะ” การระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลามีอุปสรรค หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อ 25 ปีที่แล้ว (น้ำท่วม 2 เมตร) กรมชลประทานได้ขุดคลองระบายน้ำเพิ่มคือ คลอง ร.2 (ขยายคลองเดิม) และต่อมาได้ขุด คลอง ร.1 เพื่อดักน้ำก่อนเข้าตัวเมือง นอกจากนี้ยังมีคลองระบายน้ำจนถึง ร.6
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่สำคัญคือ การขยายตัวของเมือง ทำให้มีการถมพื้นที่ต่ำซึ่งเคยทำหน้าที่เป็น "แก้มลิง" เพื่อดึงและอุ้มน้ำไว้ รวมถึงการทำถนนและหมู่บ้านจัดสรร นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกประการคือ จำนวนท่อระบายน้ำท่อลอดถนนส่วนใหญ่ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากการตัดลดงบประมาณที่ตั้งไว้แต่เดิม
สถานการณ์ปัจจุบันและการเยียวยา
นายชวลิตชี้ว่า จุดที่หนักที่สุด (จุดพีค) ของสถานการณ์น้ำท่วมได้ ผ่านไปแล้วเมื่อวานนี้ตอนเที่ยง และระดับน้ำเริ่มลดลง ที่หาดใหญ่ อัตราการลดลงอยู่ที่ประมาณ 7 เซนติเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าที่สะเดาที่ลดลง 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง แต่หลังจากนี้อัตราการลดจะช้าลง เนื่องจากระดับน้ำที่ต่ำลงทำให้แรงที่ไหลออกสู่ทะเลสาบสงขลาลดลง อีกทั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมเป็นช่วงที่ น้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติ ตามธรรมชาติ ทำให้การระบายน้ำออกได้เพียงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แทนที่จะเป็น 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และน้ำทะเลจะหนุนทำให้ระบายไม่ได้วันละ 6 ชั่วโมง
คาดการณ์ว่า อีก 2 วัน น้ำจะลงไป "อยู่ในตลิ่ง" แต่ไม่ใช่แห้งหมด
ขณะนี้ปัจจัยที่ 3 คือ หย่อมความกดอากาศต่ำจากมาเลเซียได้ เคลื่อนตัวออกไป ไม่ส่งผลกระทบต่อไทยมากแล้ว ปัจจัยที่เหลืออยู่คือฝนที่นิ่งอยู่บริเวณสงขลาและปัตตานี สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้คือการช่วยเหลือด้าน อาหารและไฟฟ้า เนื่องจากโทรศัพท์มือถือของประชาชน “แบตเตอรี่หมดแล้ว” ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันได้ การใช้รถทหารคันใหญ่จะสามารถขนคนได้ทีละ 10 ครอบครัว ซึ่งมีประโยชน์มากในการอพยพ
มาตรการป้องกันระยะยาว (เกิดซ้ำบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น)
นายชวลิตเน้นย้ำว่า ภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ความรุนแรงของภัยพิบัติ "มาก ขึ้น" และ "เกิดบ่อยขึ้น" เหตุการณ์ 3 แรงบวกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุก 25 ปีเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในปี 2566 และ 2567 ด้วย เพียงแต่ไปเกิดที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ไม่ลามมาถึงหาดใหญ่
มาตรการป้องกันในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาซ้ำซากและลดความเสียหาย มีดังนี้:
- ปรับปรุงและบำรุงรักษาคลองระบายน้ำเร่งด่วน: ต้องใช้เครื่องจักรหนักของกรมชลประทานและทหารมาช่วยกัน ขุดลอก คลองระบายน้ำ ร.1 ถึง ร.6 เพื่อให้ระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะคลอง ร.1, ร.2 และ ร.3 ซึ่งมีความยาวมาก ปัจจุบันกรมชลประทานได้รับงบประมาณสำหรับขุดลอกคลอง ร.2 แล้ว แต่คลอง ร.1, ร.3, และ ร.4 ยังไม่ได้รับ
- เพิ่มกำลังการสูบน้ำ: เนื่องจากในช่วงฤดูมรสุมน้ำทะเลจะหนุนสูง ต้อง เพิ่มกำลังการสูบน้ำ ที่ปากคลอง ร.1 ให้เหมือนกับคลองพระโขนง เพื่อช่วยระบายน้ำออกไปในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง
- สร้างอุโมงค์ระบายน้ำ: เนื่องจากเมืองยังคงขยายตัว และภาวะโลกร้อนจะไม่หยุดรอใคร จึงจำเป็นต้อง สร้างอุโมงค์ระบายน้ำ ก่อนที่จะลงมาถึงคลอง ร.1 การสร้างอุโมงค์จะช่วยตัดน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำ เช่น เขาคอหงส์) ลงสู่ทะเลโดยตรง และอุโมงค์ที่เป็นคอนกรีตจะทำให้น้ำไหลได้แรงและเร็ว โครงการนี้จะต้องขอ งบประมาณไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และหากรัฐบาลมีความพร้อมด้านงบประมาณ การก่อสร้างสามารถแล้วเสร็จได้ภายใน 5 ปี โดยกรมชลประทานมีความพร้อมในการออกแบบและสำรวจอยู่แล้ว

