
โควิดโอมิครอน BA.2.2 คืออะไร แรง-แพร่เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นแค่ไหน
มีความกังวลเกี่ยวกับ โควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.2 สายพันธุ์ใหม่จากฮ่องกง หลังล่าสุดพบ 4 รายในไทยเข้าข่ายติดโควิดสายพันธุ์โอมิครอน BA.2.2 ต่อไปนี้คือเรื่องของสายพันธุ์นี้ที่คนไทยควรรู้
โควิดสายพันธุ์ใหม่ "BA.2.2" ซึ่งระบาดในหลายประเทศ/ดินแดน รวมถึงฮ่องกงในช่วงนี้ ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล หลังจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบ 4 รายในไทยเข้าข่ายติดโควิดสายพันธุ์โอมิครอน BA.2.2
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สุ่มตัวอย่างและถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวส่งเข้าระบบ GISAID สัปดาห์ละ 500-600 ตัวอย่างที่ผ่านมานั้น พบว่า มี 4 รายที่มีโอกาสเป็นโอมิครอน BA.2.2 โดยเป็นต่างชาติ 1 ราย และคนไทย 3 ราย
เรื่องเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ BA.2.2
วันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดลีเมลของอังกฤษรายงานว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งมีการกลายพันธุ์ในฮ่องกงและกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ BA.2.2 อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดในฮ่องกงพุ่งขึ้นอย่างมาก และขณะนี้ได้มีการตรวจพบไวรัสสายพันธุ์ BA.2.2 ในออสเตรเลียแล้ว
ฮ่องกงได้รับผลกระทบจากไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ BA.2.2 ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.พ. ปีนี้ โดยทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากเพียง 224 ราย เป็น 2,287 รายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ข้อมูลจาก GISAID ที่เป็นฐานข้อมูลเชื้อก่อโรคโควิด-19 ของโลก พบว่า ณ วันที่ 13 มี.ค.2565 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 ยังเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดหลักทั่วโลก ส่วน BA.2 ขณะนี้มีรายงานสายพันธุ์ย่อยแล้ว 3 สายพันธุ์ คือ
- BA.2.1 จำนวน 532 ราย
- BA.2.2 จำนวน 68 ราย
- BA.2.3 จำนวน 1,938 ราย
BA.2.2 แรงกว่า-แพร่เร็วกว่าพันธุ์อื่นแค่ไหน 4 ข้อที่ต้องประเมิน
- ความสามารถในการแพร่ (transmission) จากข้อมูลทางระบาดวิทยาไม่มีข้อมูลว่าแพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่น
- ความรุนแรงของโรค ไม่มีข้อมูลว่าอัตราป่วยและอัตราเสียชีวิตสูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ ไม่มีข้อมูลทางระบาดวิทยามาสนับสนุนว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโอมิครอนที่มีการกลายพันธ์ สไปก์โปรตีน I1221T มีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่น ๆ
- ผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน ไม่มีข้อมูลว่ามีผลให้ประสิทธิภาพวัคซีนลดลง หรือหลีกหนีวัคซีนได้มากกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ
- ระยะฟักตัวและระยะเวลากักตัว เนื่องจากไม่มีข้อมูลแต่การกลายพันธุ์นี้ไม่ควรส่งผลต่อการฟักตัวหรือระยะแพร่เชื้อของสายพันธุ์นี้
โอมิครอน BA.2.2 ซึ่งยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ทำให้เพิ่มพยาธิสภาพในการทดสอบทางห้องปฏิบัติการหรือในสัตว์ทดลอง และอะไรที่จะอธิบายว่าทำลายอวัยวะของร่างกาย เเละสายพันธุ์ย่อย BA.2.2 ยังไม่ถูกประเมินให้เป็นสายพันธุ์น่ากังวล
ข้อมูลทางคลินิกเพื่อตอบปัญหาสำคัญ 6 ประการ
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า
- BA.2.2 มีการกลายพันธุ์ไปมากกว่า BA.2 หรือไม่ และตำแหน่งใดบ้างโดยเฉพาะในส่วนยีนที่ควบคุมโครงสร้างของหนาม (spike) ที่เปลือกของอนุภาคไวรัส ในเบื้องต้นทราบแล้วว่า BA.2.2 มีการกลายพันธุ์ไป 2 ตำแหน่งที่ไม่พบในสายพันธุ์หลักและสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ คือ "S:I1221T" และ "ORf1a: T4087I" (ภาพ 1)
- BA.2.2 แพร่ระบาด (transmissibility) รวดเร็วกว่า BA.2 หรือไม่
- BA.2.2 ก่อให้เกิดอาการของโรคโควิดได้รุนแรง (severity) กว่า BA.2 หรือสายพันธุ์ที่น่ากังวลใจ (variants of concern) อื่นๆ เช่น อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา หรือไม่
- BA.2.2 สามารถด้อยประสิทธิภาพของวัคซีนลงมากกว่า BA.2 หรือไม่
- ยารักษาโมโนโคลนอลแอนติบอดีตัวล่าสุด “โซโทรวิแมบ” (Sotrovimab) ที่ใช้ต่อต้านโอมิครอน ยังสามารถจับกับ BA.2.2 ได้อยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ของระบบทางเดินหายใจ
- ใช่หรือไม่ ที่ BA.2.2 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในฮ่องกงสูงที่สุดในโลก (ภาพที่ 7)
ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามผู้ป่วย BA 2.2 ในฮ่องกงพบว่าส่วนหนึ่งเป็นการติดเชื้อในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเหมาะสม เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ส่วนการเพิ่มจำนวนขึ้นของ BA 2.2 ในสหราชอาณาจักรอาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อ BA.1 ตามธรรมชาติไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ BA.2.2 ได้
ที่มา : Center for Medical Genomics







