
แนะใช้วัคซีนโควิดกระแสหลักระดับสากล หมอธีระห่วงติดปัญหานโยบายประเทศอื่น
หมอธีระแนะใช้วัคซีนโควิดกระแสหลักที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับระดับสากล ห่วงติดปัญหานโยบายการเข้าประเทศอื่น
รายงานข่าวระบุว่า รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ (หมอธีระ) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)" โดยมีข้อความว่า
12 ตุลาคม 2564
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 295,895 คน ตายเพิ่ม 4,416 คน รวมแล้วติดไปรวม 238,971,006 คน เสียชีวิตรวม 4,872,082 คน
5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ สหราชอาณาจักร อเมริกา ตุรกี รัสเซีย และอิหร่าน
จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งรวมกันคิดเป็นร้อยละ 94.54 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 88.85
สำหรับสถานการณ์ไทยเรา
เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 10,035 คน สูงเป็นอันดับ 7 ของโลก
แต่หากรวม ATK อีก 2,263 คน ก็ยังคงเป็นอันดับ 7 ของโลกเช่นเดิม
จากสถิติการระบาดขณะนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าทั่วโลกมีการระบาดในช่วงขาลง ทำให้ติดเชื้อต่ำกว่า 300,000 คนต่อวัน
แต่ไทยเราก็ยังมีอันดับการติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมช่วงมิถุนายนอยู่ราวอันดับ 20 ของโลก แต่ปัจจุบันติดท็อปเท็นมาตลอด สะท้อนให้เห็นว่า ยังไม่สามารถควบคุมโรคให้ลดลงได้
จำนวนติดเชื้อใหม่เมื่อวานนี้ของไทย คิดเป็น 3.4% ของทั้งโลก แต่หากรวม ATK จะเป็น 4.15%
เรื่องวัคซีน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน มาตรา 55 ได้ระบุไว้วรรคหนึ่งว่า "รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มี ประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง"
ประโยคข้างต้นมีความหมายยิ่งนัก เพราะระบุถึงเรื่องประสิทธิภาพ และความทั่วถึง
จึงอยากหยิบยกมาให้พิจารณาเรื่องนโยบายวัคซีนให้ถ้วนถี่
โดยหลักการแพทย์สากลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยา หรือวัคซีนใด จะต้องผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ทั้งเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิผลในการป้องกันโรค ลดป่วย ลดโอกาสเสียชีวิต ซึ่งขั้นตอนเหล่านั้นเป็นมาตรฐานที่ถูกกำหนดมาในระดับนานาชาติ ต้องผ่านการวิจัยทางคลินิกระยะ 1, 2, และ 3 จนแน่ใจ แล้วจึงทำการขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่สาธารณะ และต้องมีการติดตามผลการใช้เพื่อดูประสิทธิภาพจริงที่เกิดขึ้นตามผลลัพธ์สำคัญที่กล่าวมาข้างต้น
ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วจึงอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจเลือกใช้วัคซีนแก่ประชาชน โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิผลจากการวิจัยที่ได้มาตรฐานเป็นหลัก สูตรไขว้ที่มีการใช้ในยุโรปนั้นคือ ChAdOx1 viral vector vaccine เข็มแรก และเปลี่ยนเป็น mRNA vaccine ในเข็มสองนั้นก็มีเหตุผลของการตัดสินใจไขว้จากเรื่องการหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์จาก viral vector vaccine เพื่อปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยในชีวิตของพลเมืองของเค้า นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาติดตามประเมินทั้งเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างชัดเจนในเวลาต่อมา จนเป็นที่ยอมรับ
แต่ประเทศพัฒนาแล้วนั้นมิได้มีการสร้างสูตรไขว้อื่นจำนวนมากมาย หากจะคิดค้นก็ต้องทำในลักษณะของโครงการศึกษาวิจัย ไม่ได้นำมาใช้แก่สาธารณะผ่านกลไกนโยบายโดยปราศจากข้อมูลที่ชัดเจนมากเพียงพอ
สำหรับไทยเรานั้น ควรพิจารณาใช้วัคซีนกระแสหลักที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับระดับสากล มีข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยสาธารณะ
เพราะการได้รับวัคซีนสูตรใดๆ นั้น จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ หากมีการเปิดประเทศเพื่อให้มีการเดินทางพบปะติดต่อกัน จะเห็นนโยบายของประเทศอื่นๆ ที่มีข้อกำหนด ระบุถึงชนิดของวัคซีนที่สากลยอมรับ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเรื่องย่างก้าวในอนาคตสำหรับประชาชนแต่ละคนในเรื่องการฉีดวัคซีนในระยะยาวว่าจะใช้ชนิดใด ด้วยเหตุผลใด ต้องระวังเรื่องผลข้างเคียงหรือไม่ ทั้งนี้ถ้าได้รับแบบที่แปลกแหวกแนว การตัดสินใจในอนาคตนั้นย่อมยากที่จะมีข้อมูลมาสนับสนุนหรือมีโอกาสผิดพลาดหรือเกิดปัญหาตามมาได้ เป็นต้น
ดังนั้นจึงอยากขอให้ไตร่ตรองให้ดี ก่อนตัดสินใจ
ส่วนสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 (covid-19) ในประเทศไทยนั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ติดตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-10 ต.ค. 64 มีการฉีดวัคซีนโควิดสะสมจำนวน 60,228,105 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 35,093,892 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 23,400,992 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 1,733,221 ราย






