โควิดสายพันธุ์เดลตา ลามเเล้ว 76 จังหวัด ครองกทม. 95.4 %

10 ส.ค. 2564 | 19:00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การเเพทย์ เผยผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด พบโควิดสายพันธุ์เดลตา ลามเเล้ว 76 จังหวัดทั่วประเทศ

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19  ในประเทศไทย โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ เครือข่ายห้องปฏิบัติการ ว่า แนวโน้มในภาพรวมของประเทศจากข้อมูลการเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ถึง 6 สิงหาคม 2564 จากการ สุ่มตรวจผู้ติดเชื้อทั้งหมด 1,632 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน 1,499 ราย (91.9%) สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ)จำนวน 129 ราย (7.9%) และสายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 4 ราย (0.2%)

โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครสุ่มตรวจ จำนวน 1,157 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา จำนวน 1,104 ราย (95.4%) สายพันธุ์อัลฟา จำนวน 53 ราย (4.6%) ส่วนสายพันธุ์เบตา ไม่พบผู้ติดเชื้อ

ส่วนภูมิภาคสุ่มตรวจ จำนวน 475 ราย เป็นสายพันธุ์เดลตา 395 ราย (83.2%) สายพันธุ์อัลฟา 76 ราย (16%) และสายพันธุ์เบตา 4 ราย (0.8%) โดยขณะนี้สายพันธุ์เดลตาพบแล้วทุกจังหวัด ส่วนสายพันธุ์เบตาสัปดาห์นี้พบเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ โดยพบจังหวัดภูเก็ต 3 รายและจังหวัดพัทลุง 1 ราย

 

จากการสุ่มตรวจ ในปัจจุบันพบว่า 75 จังหวัด +1 คือ กรุงเทพ จะขาด จ.สุพรรณบุรี ที่ยังไม่พบสายพันธุ์เดลต้า เพราะอาจจะยังตรวจไม่เจอ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสายพันธุ์เดลต้า ใน จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นการสุ่มตรวจ ซึ่งขณะนี้อาจจะสรุปได้ว่า พบสายพันธุ์เดลต้า ครบทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้ว

สำหรับสายพันธุ์แลมบ์ดาที่พบในแถบประเทศอเมริกาใต้ ยังไม่พบในประเทศไทยแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ทุกคนช่วยกันเคร่งครัดในการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ และการรักษาระยะห่าง เพื่อหยุดยั้งการแพร่เชื้อ ถ้าเราสามารถหยุดการแพร่เชื้อได้เร็วควบคุมโรคได้เร็วโอกาสที่เชื้อจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆก็น้อยลง ซึ่งทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ เช่น คนที่มาจากต่างประเทศ บริเวณชายแดน คลัสเตอร์แปลกเกิดขึ้นหรือ คนไข้หนัก 

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีมีประชาชนไปตรวจหาภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนนั้น ไม่แนะนำให้ไปตรวจเนื่องจากการภูมิดังกล่าวเป็นการบอกภูมิคุ้มกันทั่วไป อาจจะไม่ใช่การตรวจ Neutralizing antibody เป็นภูมิคุ้มกันที่จะกำจัดเชื้อโรค จึงไม่สามารถบอกได้กำจัดเชื้อสายพันธุ์อะไร

นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งมีค่าตัวเลขที่แตกต่างกันไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ว่ามีภูมิคุ้มกันมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญองค์การอนามัยโลกยังไม่ได้กำหนดค่าที่ชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่เท่าไหร่จึงจะสามารถป้องกันโรคได้

ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการศึกษาวิจัยการตรวจภูมิคุ้มกันหลังจากการฉีดวัคซีน ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปว่าควรฉีดวัคซีนลักษณะแบบใดจึงจะเกิดผลดี