
กต.ยืนยันรัฐบาลเร่งเจรจาจัดซื้อ “วัคซีนทางเลือก” จากหลากหลายผู้ผลิต
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยมีการดำเนินการสนับสนุนทางการทูตเพื่อการจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 จากหลากหลายผู้ผลิตในต่างประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วน และใช้หลายวิธีการเพื่อให้ได้วัคซีนโดยเร็วที่สุด
นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ย้ำ การจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนไทย เป็น ภารกิจสำคัญเร่งด่วน ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พร้อมสรุปผลการดำเนินการสนับสนุนทางการทูตเพื่อการจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้
- กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ช่องทางการทูตอย่างต่อเนื่องในการแสวงหาวัคซีนเพิ่มเติมจากต่างประเทศผ่านวิธีการต่าง ๆ ทั้งการจัดซื้อ การแลกเปลี่ยน (vaccine swap) และการรับความช่วยเหลือ โดยได้ติดต่อประสานงานเพื่อจัดซื้อวัคซีนจากประเทศต่าง ๆ ทั้งจากจีน (Sinovac, Sinopharm, CanSino) สหรัฐอเมริกา (Pfizer, Moderna, Johnson & Johnson, Novavax) รัสเซีย (Sputnik V) และอินเดีย (Covishield, Covaxin)
- สำหรับ จีน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือฝ่ายจีนเพื่อผลักดันการจัดหาวัคซีนให้ไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ระหว่างการเยือนไทยของนายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีน โดยฝ่ายจีนประกาศมอบวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) จำนวน 1 ล้านโดสให้ไทยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 และได้ส่งมอบให้ไทยครบถ้วนแล้ว 2 ครั้งๆ ละ 500,000 โดส เมื่อ 14 พฤษภาคม และ 5 มิถุนายน 2564 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการอำนวยความสะดวกในการจัดซื้อวัคซีน Sinovac เพิ่มเติมด้วย
- ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 กระทรวงการต่างประเทศได้ผลักดัน การทำวัคซีน สวอป (vaccine swap) เพื่อเตรียมการให้แลกเปลี่ยนหยิบยืมวัคซีนกันใช้ก่อนกับหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และสหรัฐ เชื่อว่าอาจจะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ตามสถานการณ์ตั้งแต่กันยายน 2564 เป็นต้นไป
- ด้าน ญี่ปุ่น ได้มอบ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) จำนวน 1,053,090 โดสให้ไทย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานมาโดยตลอด สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ญี่ปุ่นได้จัดส่งวัคซีนฯ มาถึงไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีก็ได้ร่วมพิธีรับมอบวัคซีนเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม
- ในส่วน สหรัฐอเมริกา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้หารือเรื่องวัคซีนมาโดยตลอด เช่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 กับผู้ช่วยประธานาธิบดีสหรัฐ และเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 กับนางเวนดี้ เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ในการเยือนไทย ซึ่งต่อมา รัฐบาลสหรัฐ ได้ประกาศมอบความช่วยเหลือวัคซีนรวม 80 ล้านโดสให้มิตรประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างประสานงานในรายละเอียดกับหน่วยงานของสหรัฐฯ และกระทรวงสาธารณสุขก็กำลังเตรียมความพร้อมด้านการขนส่งและรับมอบวัคซีน รวมทั้งแผนบริหารจัดการและจัดสรรวัคซีนดังกล่าว
- กระทรวงการต่างประเทศได้หารือกับ รัสเซีย เพื่อขอจัดหาวัคซีนสปุตนิก วี (Sputnik V) โดยนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือขอรับการสนับสนุนวัคซีนจากประธานาธิบดีรัสเซีย และเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโกได้ติดตามเรื่องนี้ ปัจจุบัน บริษัทผู้แทนนำเข้าวัคซีนสปุตนิก วี ในไทย อยู่ระหว่างยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกระทรวงการต่างประเทศและสถาบันวัคซีนแห่งชาติอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับหน่วยงาน Russian Direct Investment Fund (RDIF) ให้มีการประชุมหารือระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของไทยและรัสเซีย เพื่อหารือรายละเอียดเพิ่มเติม
- แม้ว่าไทยจะไม่ได้เข้าเป็น โครงการแบ่งปันวัคซีน COVAX ขององค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ได้ร่วมบริจาคให้ WHO เป็นจำนวน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับกลไก COVAX จึงทำให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยน จำหน่าย หรือแจกจ่ายวัคซีนที่ไทยผลิตได้เองในอนาคตข้างหน้าให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ไทยประกาศไว้ว่า วัคซีนคือสินค้าสาธารณะของโลก (global public goods) ที่ประเทศต่าง ๆ ควรเข้าถึงได้ทั่วกันเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสิ่งท้าทายที่ประชาคมระหว่างประเทศมีร่วมกัน
- กระทรวงการต่างประเทศโดยกรมการกงสุลได้สนับสนุนการใช้และเพิ่มคุณค่าของสมุนไพรไทย ในการต่อสู้กับโควิด-19 โดยได้จัดส่งสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและกระชายขาว จำนวนกว่า 290,000 เม็ด ให้กับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยครบทั้ง 95 แห่งทั่วโลกแล้วตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 เพื่อแจกจ่ายให้แก่ชุมชนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทย





