สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย "เกษตรอัจฉริยะ"

12 ส.ค. 2563 | 03:05 น.

สภาพัฒน์ฯ มุ่งขับเคลื่อนนโยบาย "เกษตรอัจฉริยะ” ยกระดับภาคเกษตรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560– 2565) ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีแนวทางดำเนินการที่สำคัญคือติดตามความก้าวหน้าและประเมินการทำงานของกลไกที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคส่วนต่างๆ ในแผนพัฒนาฯ เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหา หรือผลักดันกลไกให้ดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ และเกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่กำหนดไว้ในแผนฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

​ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปิดเผยว่า แนวทางการคัดเลือกประเด็นการพัฒนาที่สำคัญ มาศึกษาวิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้า พร้อมประเมินการทำงานของกลไกที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่ง สศช.กำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกประเด็นมาดำเนินการ ประกอบด้วย 

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

1) ประเด็นการพัฒนาที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสูงต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์ประเทศ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ หรือเป็นประเด็นที่จะช่วยวางรากฐานเชิงโครงสร้างของการพัฒนาระยะยาวให้มีความเข้มแข็งและเป็นแรงส่งให้การพัฒนาประเทศในภาพรวม ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน​

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

2) ประเด็นที่มีลักษณะเชิงบูรณาการ (Cross Cutting Issues)  ที่นำไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน พร้อมทั้งตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มากกว่า 1 ยุทธศาสตร์ และไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการขับเคลื่อน หรือมีหลายหน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมาย และ

 

3) ประเด็นที่ยึดโยงกับการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based) โดยเป็นประเด็นที่สนับสนุนนโยบายการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่ช่วยยกระดับจุดแข็งหรือศักยภาพที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ช่วยกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่น เพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และเอื้อต่อการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในปี 2562 – 2563 การพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เป็นประเด็นที่ สศช. เลือกขึ้นมาทำการศึกษาวิเคราะห์เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่ เนื่องจากภาคเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นฐานที่เชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ  สินค้าเกษตรเป็นสินค้าหลักที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ยังมีปัญหาในเรื่องผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันโลกได้มีการพัฒนาแนวคิด เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างก้าวกระโดด ในภาคเกษตรกรรมก็เช่นกัน 

 

ภาคเกษตรกรรมเน้นการเปลี่ยนแนวคิดจากทำมากได้น้อย ซึ่งเป็นการเน้นภาคการผลิต มาเป็นแนวคิดทำน้อยได้มากซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามากกว่าการเกษตรแบบดั้งเดิมอย่างมาก 

 

การสนับสนุนการใช้เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทั้งเครื่องจักร การบริหารจัดการข้อมูล และการต่อยอดผลผลิต จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและช่วยเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตรไทยได้ 

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

นอกจากนี้ ยังเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ในหลายยุทธศาสตร์ ทั้งยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ 

 

เกษตรอัจฉริยะยังเป็นประเด็นสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมีแผนแม่บทย่อยที่กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน  

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม Smart Farming ยังมีช่องว่างเกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือ มีหน่วยงานที่ส่งเสริมนโยบายนี้หลายหน่วยงาน แต่ยังไม่มีเจ้าภาพหลักที่ชัดเจน จึงควรเร่งติดตามค้นหาปัญหาหรือข้อจำกัดในการขับเคลื่อนและหาแนวทางแก้ไข เพื่อผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรให้มากที่สุด

สภาพัฒน์ฯ ขับเคลื่อนนโยบาย \"เกษตรอัจฉริยะ\"

ส่วนการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ จะมีทิศทางอย่างไร จะสร้างแต้มต่อให้กับเกษตรกรไทยได้อย่างไรนั้น ต้องเกาะติดแนวทางการขับเคลื่อนของ สศช. ที่มีการเปิดเผยผลการศึกษาออกมา เพื่อที่จะเชื่อมโยงให้เกษตรกรไทยได้เห็นภาพใหญ่ และแนวทางที่จะยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็ง