
'ดิวตี้ฟรี' ปรอทแตก! แนะเปิดสัมปทานหลายราย
นักวิชาการแนะ ทอท. เปิดสัมปทานดิวตี้ฟรีหลายราย ลดผูกขาด เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ราคาเหมาะสม สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการสนามบิน เชื่อ 'เจ้าสัววิชัย' วางตัวคนสืบธุรกิจ 'คิง เพาเวอร์' ไว้แล้ว
นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" กรณีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เตรียมเปิดประมูลดิวตี้ฟรีและการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (รีเทล) สนามบินสุวรรณภูมิ ว่า การประมูลดิวตี้ฟรีรอบใหม่ต้องทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพราะรอบที่แล้วเมื่อไม่มีการแข่งขัน ทำให้ค่าพื้นที่แพง ทำให้ทุกอย่างแพงไปหมด ต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ให้สัมปทานดิวตี้ฟรีเพียงรายเดียว
[caption id="attachment_342687" align="aligncenter" width="503"]
นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
"อดีตอาจจะมีรายเดียว แต่เมื่อสู่ยุคสมัยใหม่ มีการเริ่มปรับปรุงการขยายสนามบิน มีจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันได้ จำนวนผู้ได้รับสัมปทานมีหลายรายมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสนามบินขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการก็มีพื้นที่พอเพียงที่จะทำกำไรให้ตัวเอง แต่หากเป็นสนามบินขนาดเล็ก ถ้ามีหลายรายก็จะเจ๊งได้ เพราะขนาดพื้นที่เล็กเกินไป"
นอกจากนี้ ทอท. ยังมีแผนที่จะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางผ่านสุวรรณภูมิก็มีจำนวนสูงมาก เพราะฉะนั้นการมีสัมปทานหลายรายจะทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการก็จะดีขึ้น ราคาก็สมเหตุสมผล ทุกธุรกิจควรให้มีการแข่งขันกันในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แข่งขันกันจนขาดทุน ให้มีการแข่งขันกันสัก 2-3 ราย
นางนวลน้อย แนะนำให้ ทอท. ซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดทีโออาร์ในการประมูลสัมปทานรอบใหม่ ว่า ที่ผ่านมา มีสภาพการผูกขาด ทอท. ไม่ควรนึกแต่การทำกำไรอย่างเดียว แต่ต้องมีบทบาทในการบริการสาธารณะ ส่งเสริมให้เกิดการดำเนินธุรกิจบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการสนามบิน ไม่เช่นนั้น ถ้าไปใช้บริการแล้วทุกอย่างมีการชาร์จจนราคาแพงหมด โดยที่ไม่มีทางเลือกใช้บริการก็คงไม่ถูก
ส่วนรูปแบบของทีโออาร์ในการเปิดสัมปทานรอบใหม่ อาจารย์เศรษฐศาสตร์เสนอว่า ในต่างประเทศมีทีโออาร์หลายรูปแบบ ที่จริง ทอท. สามารถศึกษาแล้วเลือกแนวที่เหมาะสมเข้ามาใช้ เช่น บางสนามบินมีผู้ได้สัมปทาน 2-3 ราย เพราะสนามบินมีขนาดใหญ่ ก็จะแยกพื้นที่คนละส่วน หรือ บางสนามบินก็แบ่งสัมปทานตามประเภทสินค้า เช่น จะขายสินค้าเครื่องสำอางก็ให้สัมปทานไป 1 ราย ขายเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็อีก 1 สัมปทาน
"ที่จริง ทอท. มีความรู้อยู่แล้ว ไม่อยากจะพูดว่า เรื่องพวกนี้ ทอท. รู้หมด ก็เป็นเรื่องที่ถ้าสนใจก็หาข้อมูลได้โดยง่าย เพียงแต่ประเด็น คือ ทอท. จะทำหรือไม่ และไม่ได้หมายความว่า การเกิดการแข่งขันจะทำให้รายได้ของ ทอท. ลดลง แต่อาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ จะทำให้เห็นภาพของ ทอท. ที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศด้วย"
ส่วนกรณีที่ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ซึ่งเป็นเอกชนผู้ได้รับสัมปทานดิวตี้ฟรีในประเทศมายาวนาน เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ในเชิงธุรกิจจะส่งผลกระทบอะไรกับธุรกิจหรือไม่ นางนวลน้อย กล่าวว่า โดยปกติการทำธุรกิจขนาดใหญ่ในรุ่นของพ่อเขาจะวางแผนในการให้สืบทอดตำแหน่งชัดเจน ถ้าลูกยังเด็กไป เขาก็จะฝึกคนที่เป็นมืออาชีพเอาไว้ขึ้นตำแหน่งแทนก่อนที่จะไปถึงลูกที่อาจจะยังเด็ก ส่วนกรณีของ คิง เพาเวอร์ ก็เป็นธุรกิจใหญ่ และนายวิชัย อายุ 61 ปี ก็ถือว่ามีอายุมากแล้ว ก็คิดว่าน่าจะมีการวางคนไว้แล้ว
● ถอดรหัสนิวเจน! รับไม้ต่อ 'เจ้าสัววิชัย'
"เรื่องพวกนี้ในธุรกิจใหญ่ทั่วไปเป็นเรื่องสำคัญก็ทำกันมาโดยตลอด แต่กรณี คิง เพาเวอร์ ไม่มีความรู้ว่าได้ทำเรื่องการวางคนขนาดไหน ถ้าเตรียมไว้หมดแล้ว แม้เบอร์ 1 ของบริษัทจะไม่อยู่แล้ว ก็จะมีเบอร์อื่น ๆ เตรียมเอาไว้ในการเข้ามาสืบทอดตำแหน่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อจะไม่กระทบการทำธุรกิจ แต่ถ้าจะกระทบ ก็คือ กระทบว่าจะได้สัมปทานที่กำลังหมดในปี 2563 หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อว่า คิง เพาเวอร์ จะได้สัมปทาน แต่เชื่อว่าไม่ได้มี คิง เพาเวอร์ รายเดียว"
[caption id="attachment_342691" align="aligncenter" width="503"]
©KING POWER[/caption]
ขณะที่ เดอะ การ์เดี้ยน รายงานว่า นอกเหนือจากธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี คิง เพาเวอร์ แล้ว ในต่างประเทศ นายวิชัยยังเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ และโอเอช ลูเวิน ในเบลเยียม และยังเป็นเจ้าของม้าแข่งอีกหลายสิบตัวในอังกฤษ โดยมูลค่าทางธุรกิจของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 371 ล้านปอนด์ หรือกว่า 15,900 ล้านบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน 42.9 ต่อ 1 ปอนด์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ www.lcfc.com ล่าสุดวันที่ 2 มี.ค. 2561 ระบุว่า ผลประกอบการของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ มีกำไรก่อนหักภาษี 92.5 ล้านปอนด์ จากรายได้ 233 ล้านปอนด์ รายได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งขันเพิ่มขึ้นในอัตรา 42%
……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,414 วันที่ 1 - 3 พ.ย. 2561 หน้า 01-02
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
● ตื้น-ลึก-หนา-บาง | ใหญ่ฟัดใหญ่ ศึกชิง "ดิวตี้ฟรี" ยกนี้ไม่ธรรมดา
● ทางออกนอกตำรา : ขาใหญ่ไทย-เทศรุมสกรัม คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีแสนล้าน
นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" กรณีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เตรียมเปิดประมูลดิวตี้ฟรีและการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (รีเทล) สนามบินสุวรรณภูมิ ว่า การประมูลดิวตี้ฟรีรอบใหม่ต้องทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพราะรอบที่แล้วเมื่อไม่มีการแข่งขัน ทำให้ค่าพื้นที่แพง ทำให้ทุกอย่างแพงไปหมด ต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ให้สัมปทานดิวตี้ฟรีเพียงรายเดียว
[caption id="attachment_342687" align="aligncenter" width="503"]
"อดีตอาจจะมีรายเดียว แต่เมื่อสู่ยุคสมัยใหม่ มีการเริ่มปรับปรุงการขยายสนามบิน มีจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น ก็จะเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันได้ จำนวนผู้ได้รับสัมปทานมีหลายรายมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสนามบินขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการก็มีพื้นที่พอเพียงที่จะทำกำไรให้ตัวเอง แต่หากเป็นสนามบินขนาดเล็ก ถ้ามีหลายรายก็จะเจ๊งได้ เพราะขนาดพื้นที่เล็กเกินไป"
นอกจากนี้ ทอท. ยังมีแผนที่จะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางผ่านสุวรรณภูมิก็มีจำนวนสูงมาก เพราะฉะนั้นการมีสัมปทานหลายรายจะทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการก็จะดีขึ้น ราคาก็สมเหตุสมผล ทุกธุรกิจควรให้มีการแข่งขันกันในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แข่งขันกันจนขาดทุน ให้มีการแข่งขันกันสัก 2-3 ราย
นางนวลน้อย แนะนำให้ ทอท. ซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดทีโออาร์ในการประมูลสัมปทานรอบใหม่ ว่า ที่ผ่านมา มีสภาพการผูกขาด ทอท. ไม่ควรนึกแต่การทำกำไรอย่างเดียว แต่ต้องมีบทบาทในการบริการสาธารณะ ส่งเสริมให้เกิดการดำเนินธุรกิจบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการสนามบิน ไม่เช่นนั้น ถ้าไปใช้บริการแล้วทุกอย่างมีการชาร์จจนราคาแพงหมด โดยที่ไม่มีทางเลือกใช้บริการก็คงไม่ถูก
ส่วนรูปแบบของทีโออาร์ในการเปิดสัมปทานรอบใหม่ อาจารย์เศรษฐศาสตร์เสนอว่า ในต่างประเทศมีทีโออาร์หลายรูปแบบ ที่จริง ทอท. สามารถศึกษาแล้วเลือกแนวที่เหมาะสมเข้ามาใช้ เช่น บางสนามบินมีผู้ได้สัมปทาน 2-3 ราย เพราะสนามบินมีขนาดใหญ่ ก็จะแยกพื้นที่คนละส่วน หรือ บางสนามบินก็แบ่งสัมปทานตามประเภทสินค้า เช่น จะขายสินค้าเครื่องสำอางก็ให้สัมปทานไป 1 ราย ขายเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็อีก 1 สัมปทาน
"ที่จริง ทอท. มีความรู้อยู่แล้ว ไม่อยากจะพูดว่า เรื่องพวกนี้ ทอท. รู้หมด ก็เป็นเรื่องที่ถ้าสนใจก็หาข้อมูลได้โดยง่าย เพียงแต่ประเด็น คือ ทอท. จะทำหรือไม่ และไม่ได้หมายความว่า การเกิดการแข่งขันจะทำให้รายได้ของ ทอท. ลดลง แต่อาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ จะทำให้เห็นภาพของ ทอท. ที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศด้วย"
ส่วนกรณีที่ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ ซึ่งเป็นเอกชนผู้ได้รับสัมปทานดิวตี้ฟรีในประเทศมายาวนาน เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ในเชิงธุรกิจจะส่งผลกระทบอะไรกับธุรกิจหรือไม่ นางนวลน้อย กล่าวว่า โดยปกติการทำธุรกิจขนาดใหญ่ในรุ่นของพ่อเขาจะวางแผนในการให้สืบทอดตำแหน่งชัดเจน ถ้าลูกยังเด็กไป เขาก็จะฝึกคนที่เป็นมืออาชีพเอาไว้ขึ้นตำแหน่งแทนก่อนที่จะไปถึงลูกที่อาจจะยังเด็ก ส่วนกรณีของ คิง เพาเวอร์ ก็เป็นธุรกิจใหญ่ และนายวิชัย อายุ 61 ปี ก็ถือว่ามีอายุมากแล้ว ก็คิดว่าน่าจะมีการวางคนไว้แล้ว
● ถอดรหัสนิวเจน! รับไม้ต่อ 'เจ้าสัววิชัย'
"เรื่องพวกนี้ในธุรกิจใหญ่ทั่วไปเป็นเรื่องสำคัญก็ทำกันมาโดยตลอด แต่กรณี คิง เพาเวอร์ ไม่มีความรู้ว่าได้ทำเรื่องการวางคนขนาดไหน ถ้าเตรียมไว้หมดแล้ว แม้เบอร์ 1 ของบริษัทจะไม่อยู่แล้ว ก็จะมีเบอร์อื่น ๆ เตรียมเอาไว้ในการเข้ามาสืบทอดตำแหน่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อจะไม่กระทบการทำธุรกิจ แต่ถ้าจะกระทบ ก็คือ กระทบว่าจะได้สัมปทานที่กำลังหมดในปี 2563 หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อว่า คิง เพาเวอร์ จะได้สัมปทาน แต่เชื่อว่าไม่ได้มี คิง เพาเวอร์ รายเดียว"
[caption id="attachment_342691" align="aligncenter" width="503"]
ขณะที่ เดอะ การ์เดี้ยน รายงานว่า นอกเหนือจากธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี คิง เพาเวอร์ แล้ว ในต่างประเทศ นายวิชัยยังเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ และโอเอช ลูเวิน ในเบลเยียม และยังเป็นเจ้าของม้าแข่งอีกหลายสิบตัวในอังกฤษ โดยมูลค่าทางธุรกิจของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 371 ล้านปอนด์ หรือกว่า 15,900 ล้านบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน 42.9 ต่อ 1 ปอนด์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ www.lcfc.com ล่าสุดวันที่ 2 มี.ค. 2561 ระบุว่า ผลประกอบการของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ มีกำไรก่อนหักภาษี 92.5 ล้านปอนด์ จากรายได้ 233 ล้านปอนด์ รายได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งขันเพิ่มขึ้นในอัตรา 42%
……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,414 วันที่ 1 - 3 พ.ย. 2561 หน้า 01-02
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
● ตื้น-ลึก-หนา-บาง | ใหญ่ฟัดใหญ่ ศึกชิง "ดิวตี้ฟรี" ยกนี้ไม่ธรรมดา
● ทางออกนอกตำรา : ขาใหญ่ไทย-เทศรุมสกรัม คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีแสนล้าน






